Food Battle (Mexican food)

posted on 09 Mar 2015 20:51 by zero-one directory Food
Quepasa VS Lamonita
 
 
 
 
 


เช้านี้เลขศูนย์เลขหนึ่งตื่นมาพร้อมกับเสียงโป๊กเป๊กตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ เซ็งสุดๆ เพราะตอนแรกกะจะจุ่มตัวที่ The grand แบบสบายๆ เดินชมวิวทิวทัศน์ และลิ้มลองอาหารในรั้วในวังเก่า จากนั้นค่อยไปสนามบินตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อกลับกรุงเทพฯ flight 5 โมงครึ่ง แต่พอเจอเสียงแบบนี้ ถึงขั้นต้องคิดแผนใหม่

ก่อนอื่น ขอลิ้มลองอาหารเช้าก่อน สถานที่สวยงาม มองเห็นวิวแม่น้ำโขงที่สงบเงียบ แต่ แต่ แต่อาหารเช้าที่นี่ช่างไม่ grand เลย อาหารน้อยมากๆ ออมเล็ตที่ไร้ชีสและแฮม ราวกับไข่เจียวเคี้ยวยาก ทำให้ความกริ้วโกรธเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เข้าใจว่าช่วงนี้แขกน้อย แต่ที่เจอคือมันไม่ใช่จริงๆ ยิ่งพวกเราได้ลิ้มลองอาหารเช้าที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความตั้งใจของ Villa Nagara แล้ว เลยผิดหวังสุดๆ


ระหว่างที่นั่งเซ็งกันอยู่ ผู้จัดการโรงแรมก็เดินมาสอบถามพอดี จึงได้แจ้งเรื่องการก่อสร้างที่ไม่สมควรให้มาติดกับห้องพัก หรืออย่างน้อยถ้ามีการ renovate สมควรแจ้งผู้เข้าพักก่อนเพื่อใช้ตัดสินใจ เพราะราคาก็ไม่ได้ถูก ยิ่งมาเจอสภาพเช่นนี้มันเซ็ง เพราะคาดหวังไว้มากอยากมา slow life แบบ ชิลล์ๆ ที่นี่


ทางผู้จัดการก็ใจดีใจเย็น ค่อยๆ อธิบายว่า ห้องพักที่เปิดให้เป็นห้องวิวแม่น้ำที่ดีที่สุดแล้ว อีกทั้งทางโรงแรมได้มีการแจ้ง agent ต่างๆ ให้ลงหน้าเว็บแล้วว่ามีการ renovate อยู่ แต่พวกเราก็เปิดให้ดูว่าไม่มี ซึ่งทางผู้จัดการก็ขอโทษและจะหาทางแก้ไข สำหรับพวกเรามันเข้าข่ายสายเกินไป แต่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะถือว่าเค้าทำเต็มที่แล้ว คงเป็นมาตรฐานของการจัดการสำหรับผู้มีทรัพย์สินเกินที่จะดูแล (ได้ข่าวว่า The Grand นี้มีเจ้าของคือกลุ่มเบียร์ช้างที่ได้รับทอดจากการใช้หนี้มาอีกที) อีกอย่าง คุณผู้จัดการก็ได้พยายามทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้น โดยอาสาจะนำกระเป๋าไปเช็คอินที่สนามบินให้ก่อนแล้วจะนำรถไปรับที่ไปรษณีย์ในเมือง (จุด drop ผู้โดยสารของ shuttle van) เพื่อไปส่งสนามบินตอนเย็น พวกเราจะได้ไม่ต้องไปล่วงหน้า 2 ชั่วโมง และไม่คิดค่าบริการด้วย

 


พวกเราจึงไม่มีทางเลือกเพราะไม่อยากนั่งคลุกฝุ่นหรือฟังเสียงโป๊กเป๊ก จึงตัดใจขึ้น shuttle van ไปจุ่มตัวในเมือง โดยออกจากโรงแรมประมาณ 11 โมง และรถจะมารับเราไปสนามบินประมาณ 4 โมงครึ่ง


อากาศตอนกลางวันยังร้อน พวกเราเลยไปนั่งจุ่มที่ Café’ Shaffron กินขนมกับกาแฟไปเรื่อยๆ แต่ถ้าพูดถึงรสชาติ กาแฟ Joma จะนุ่มกว่า ข้อดีของที่นี่คือ Wi-Fi แรงมาก (ลืมบอกว่า Wi-Fi ทั้งหลวงพระบางช้าและไม่เสถียรเลย สำหรับผู้ที่ติด social มากๆ คงลงแดงที่นี่)

นั่งแช่อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็คิดว่าได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน จึงเหมารถไปร้านข้าวซอยชื่อข้าวเปียกจันทร์เกษม ค่ารถ 320 บาทไปส่งและรับกลับ ข้าวเปียกราคาชามละ 80 แต่ก็ชามใหญ่ รสชาติดี ข้าวซอยคล้ายๆน้ำเงี้ยวมากกว่า เลขหนึ่งจึงไม่ปลื้มเท่าที่ควร แต่น้ำส้มเช้งอร่อยมาก

กลับจากรับประทานอาหาร บางคนก็มาจุ่มตัวที่ Joma Café ข้างไปรษณีย์ บางคนไปนวดร้านติดกัน เลขศูนย์ซื้อพิซซ่าไว้รอท่าเพื่อไปรับประทานบนเครื่องแทนอาหารเย็นเพราะตอนนั้นกระเพาะไม่สามารถรับอะไรได้อีกแล้ว แต่จะเดินเที่ยวอีกก็ไม่ไหว เพราะอากาศยังร้อนอยู่

พอสี่โมงครึ่งรถก็มารับตามเวลา พวกเราไปถึงสนามบินก็เจอพนักงานนำพาสปอร์ตและบอร์ดดิ้งพาสมาให้ พวกเราก็เดินผ่าน Immigration อย่างสบาย มีแต่นายแม่ดันพกมีดติดตัวต้องทิ้งตามระเบียบ เข้าไปถึง เลขหนึ่งซื้อมาม่าหมูสับไว้ครอบครองเพื่อไปกินบนเครื่อง แอร์โฮสเตสผู้ใจดีเอาน้ำร้อนมาใส่ให้ เลขศูนย์ก็จัดการกับพิซซ่าอย่างมีความสุข ปฏิเสธอาหารบนเครื่องอย่างไม่ใยดี ในที่สุด ก็เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ หลังจากได้ใช้ชีวิต slow life but eat heavy อย่างสบาย

สรุปว่าหลวงพระบางน่ารัก และมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่เจ๋งมากๆ พระสงฆ์ขมักเขม้นในการทำกิจของสงฆ์อย่างเต็มที่ ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดี สิ่งไม่ดีคือการไหลเข้าของนักลงทุนที่ส่งเสริมแต่ความเจริญทางวัตถุซึ่งจะทำให้สังคมเปลี่ยนไปเหมือนที่เกิดขึ้นกับหลายๆ เมือง หลวงพระบางจะสบายดีไปอีกนานแค่ไหนต้องรอวัดใจกับกระแสทุนนิยมที่หลั่งไหลเข้าไปนั่นเอง 

 

วันที่ 3 slow (life) กว่านี้มีอีกมั้ย

วันนี้ศูนย์หนึ่งแอนด์เดอะแก๊งค์ตื่นสายเล็กน้อย เช้านี้เรารับประทานอาหารเช้าริมน้ำคานตามเดิม บรรยากาศสบายๆ กับอาหารเบาๆ ยามเช้า มุ้งมิ้งฟรุ้งฟริ้งกันไป รู้สึกสบายกว่าเมื่อวาน เพราะอากาศเย็นขึ้นอีกนิด

 

กว่าแก๊งค์หอยทากจะเคลื่อนกายก็ปาเข้าไปสิบโมง วันนี้เรามีแพลนจะขี่จักรยานชมเมือง เริ่มต้นที่วัดมหาธาตุราชบวรวิหาร

จากนั้น ก็เคลื่อนกายไปที่ร้าน Saffron ที่หัวหน้าทัวร์แสนจะอยากไป เพราะอ่านรีวิวมาจาก guidebook แต่พอซิ่งจักรยานไปถึงปรากฏว่าร้านปิด ทั้งคณะโดยเฉพาะหัวหน้าทัวร์หน้าหมองเพราะหมายมั่นปั้นมือไว้มาก ผิดแผนอย่างนี้ถึงกับไปไม่เป็นไม่รู้จะทำอะไรต่อดี สุดท้ายเลยปั่นจักรยานลัดเลาะริมโขงอย่างไร้จุดหมาย ในที่สุด ลูกทัวร์ก็ทนไม่ได้ ตัดสินใจร่วมว่าให้ซิ่งเรือท่องแม่น้ำโขง ที่สนนราคา 1 พันบาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง การนั่งเรือเล่นวันนี้ช่างพอดีกับเป็นวันที่ฝนตก ทำให้อากาศดีและเราไม่ต้องตากฝน เพราะเรือไม้เค้ามี sunroof เลื่อนได้ด้วยมือ เจ๋งมาก พวกเราขอให้คนเรือพาไปดูหมู่บ้านต้มเหล้าด้วย เลขหนึ่งก็นึกว่าเป็นหมู่บ้านซ่างไหชื่อดัง แต่ไม่ใช่เพราะคนเรือบอกว่าไกล ใช้เวลาไปกว่า 2 ชั่วโมง สรุปว่าพาไปที่คล้ายๆ เป็นบ้านญาติที่เขาต้มอยู่แบบเอิกเกริก ชิมแล้ว หวาน แรง ถึงใจ เลยหิ้วกลับมาสองขวด

พอกลับถึงฝั่งทุกคนหิวโฮก แต่อยากรับประทานร้านพื้นบ้าน เจอร้านย่างๆ สารพัดตรงใกล้ๆ กับร้านประชานิยม (ร้านกาแฟชื่อดังตรงสุดทางถนนหลักใกล้ๆ แม่น้ำโขง) เป็นร้านแบบชาวบ้านจริงๆ พวกเราไม่สนใจความสะอาด เข้าไปจับจองโต๊ะและสั่งแทบทุกอย่างที่วางโชว์ใกล้เตา ไก่ย่างตัวเบิ้ม ไส้ย่าง กุนเชียง ปลานิล หมู (แทบทุกชนิด) ไปให้แม่ค้าอุ่นร้อน แถมสั่งส้มตำปลาร้าหนึ่ง ไม่ปลาร้าแต่ใส่กะปิหนึ่ง ไม่ปลาร้าไม่กะปิหนึ่ง เรียกว่าซัดโฮกกันเลยทีเดียว ข้าวเหนียวให้มาถาดใหญ่มากกกก ตอนแรกกระจององแงให้เอาคืนสักครึ่งนึง ผู้ร่วมทางมองตาขวางควักข้าวเหนียวไปครึ่งถาด แล้วทำท่าว่าไม่ให้คืนอะไรทั้งนั้น สั่งขนมจีนและน้ำจิ้มแจ่วมาอีก แถมมีเบิ้ลไส้หมูอีกตะหาก ในที่สุดก็อิ่มอร่อยกับรสแซ่บที่ทุกคนบอกว่าค่อยรสจัดสมกับเป็นส้มตำหน่อย

 

กินอาหารเสร็จ ก็กลับไปง้อ Joma Café สาขาแถวนั้นต่อ เห็นวุฒิศักดิ์คลินิคอยู่ติดกันก็งงเงิบ เพราะที่นี่เป็นเมืองมรดกโลกจึงยังคงสามารถเก็บทุกอย่างให้คงเดิมอย่างไม่มีอะไรขัดตา แม้ ATM ยังคงใช้กรอบไม้เป็นตู้แทน พอมีอะไรที่ทันสมัยหรือผิดแผกจะดูไม่เข้าพวกทันที

หลังจากเติมกระเพาะด้วยกาแฟโจมาซักระยะ ก็ขี่จักรยานแบบจุกๆกลับไปที่ Villa Nagara เพื่อ เช็คเอาท์เปลี่ยนโรงแรมไปอยู่ The Grand ที่ซึ่งมีวังเก่าที่ได้ขึ้นเป็นมรดกโลกอยู่ภายในบริเวณโรงแรม เพื่อสัมผัสความขลังและความแกรนด์ของหลวงพระบาง (อยากไปดูว่าจะทำให้รู้สึกไหมว่าเป็น the only place we feel like home)

พวกเราเดินทางโดยรถตู้ของ Villa Nagara ราคา 300 บาทให้ไปส่งที่ The grand เพราะอยู่ออกไปค่อนข้างนอกเมืองระยะทางไม่สามารถเดินหรือขี่จักรยานให้ไปถึงอย่างสง่างามได้ พอไปถึงเห็นมีการซ่อมแซมก่อสร้างตั้งแต่ด้านหน้าก็เริ่มเบื่อๆ พอไปที่ห้องยิ่งช็อคเพราะมีคนงานตอกตะปูเป๊กๆ อยู่ห้องข้างๆ ให้หนวกหู พอดีเจอผู้จัดการที่เป็นคนไทย คงเห็นหน้าตาเซ็งเลย offer เราว่าพรุ่งนี้จะจัดรถไปส่งสนามบินฟรี

หลังจากพักผ่อน อาบน้ำอาบท่าเพื่อคลายร้อนกับซักพัก พวกเราก็เดินชมโรงแรม ถ่ายรูปเล็กน้อย ขอบอกว่าสวยงามทั้งตัวโรงแรมและวิวทิวทัศน์ แต่ด้วยความที่มีการ renovate อยู่ ทำให้วังที่ตั้งใจมาชมว่างเปล่า เลยเศร้ายกกำลังสอง

ในที่สุดก็ได้เวลาศูนย์หนึ่งแอนเดอะแก๊งค์จะกลับเข้าเมืองอีกครั้ง ที่นี่จะมี shuttle van ไปส่งในเมืองตามรอบ พวกเราไปรอบ 5 โมงเย็น รถมาส่งที่หน้าไปรษณีย์ ใกล้ๆกับตลาดค่ำ ช้อปปิ้งกันนิดหน่อย จากนั้นก็ไปรับประทานอาหารที่ Le Elephant ที่ได้จับจองที่ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน สั่ง Beef Steak, Pork Chop, Italian sausage, Pork Fillet และอาหารชุดที่มี Stew ปลาน้ำโขงกับสลัด อกเป็ดราดซอส ซุปหัวหอมและไอศครีม พร้อมไวน์แดงหนึ่งขวดให้ชุ่มคอ อาหารอร่อยแต่ไม่ถึงกับ to die for ทำให้อยากลองที่ Blue Lagoon มากๆ ว่าที่ไหนจะเจ๋งกว่ากัน มือนี้อิ่มท้องแต่กระเป๋าแฟ็บไปตามระเบียบ

 

ขากลับก็เดินเท้าไปขึ้น shuttle van หน้าไปรษณีย์ตามเดิม กลับถึงโรงแรม พออาบน้ำก็หงุดหงิดอีกรอบเพราะน้ำที่ไหลไม่เสถียร เดี๋ยวแรงเดี๋ยวเบา เหนื่อยใจเหลือเกิน นอนก็ไม่สบายกับเตียงที่เสียงดังแถมหมอนหนาใหญ่เกินเหตุ เป็นอันว่า The Grand แกรนด์แต่วิว แต่ขอดูอาหารเช้าพรุ่งนี้ก่อนค่อยว่ากัน

edit @ 28 Oct 2014 23:52:38 by ZERO and ONE

edit @ 28 Oct 2014 23:56:48 by ZERO and ONE

edit @ 28 Oct 2014 23:57:27 by ZERO and ONE

edit @ 15 Dec 2014 21:20:43 by ZERO and ONE

วันนี้เลขศูน์เลขหนึ่งและแก๊งค์หอยทากได้นัดทางโรงแรมว่าใส่บาตรพระ โดยทางโรงแรมจะเตรียมข้าวเหนียวให้ ที่สนนราคา 100 บาทต่อคน คณะเราศึกษามาอย่างดีแต่งตัวถูกระเบียบ ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ส่วนผู้ชายก็กางเกงขายาวอย่างถูกต้อง นายแม่ใส่ชุดขาวห่มขาวราวกับคนพื้นเมือง เจ้าหน้าที่นัดให้ลงมาพร้อมกันตอนตีห้าครึ่ง จากนั้นก็พาเดินไปด้านหลังโรงแรม ขึ้นไปถนนสายหลักใช้เวลา 2 นาที โดยมีการจัดเตรียมกระติ๊บข้าวเหนียวพร้อมบริการจองที่และนำเสื่อมาปูให้อย่างดี นอกจากข้าวเหนียว จะมีถาดใส่อาหารและขนมอื่นๆ มาวางอยู่ข้างๆ แต่ไม่ใช่ของโรงแรม เป็นของที่ชาวบ้านเอามาขาย แต่เราศึกษากันมาแล้วว่าประเพณีที่นี่เค้าใส่แต่ข้าวเหนียวกัน ส่วนอาหารอื่นชาวบ้านจะนำไปถวายที่วัด เราจึงปฏิเสธที่จะใส่บาตรอาหารอื่นๆ ใส่แต่ข้าวเหนียวกระติ๊บใหญ่ ที่ต้องปั้นใส่ปั้นใส่อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะพระที่มาบิณฑบาตมีถึงสองร้อยรูปและเดินอย่างต่อเนื่องกันมาก แต่ละคนต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกันเพื่อให้ใส่ได้ทัน โชคดีที่ได้มีโอกาสมาใส่บาตรที่นี่ เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ได้อย่างงดงาม

สิ่งที่เห็นว่าทางเจ้าบ้านได้พยายามมากที่จะรักษาขนบธรรมเนียมไว้เพื่อคงไว้ซึ่งความปราณีตของพิธี จะสังเกตได้จากป้าย “Help us respect the alms giving ceremony”  ที่ไว้เตือนนักท่องเที่ยวให้ช่วยกันแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อยและเคารพในการบิณฑบาตของพระสงฆ์ การถ่ายรูปก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการเสียกิริยาหรือทำให้พระไม่สะดวก


หลังจากใส่บาตรเสร็จ หัวหน้าทัวร์ก็นำพาทุกคนเดินลัดเลาะไปทางริมโขงมุ่งหน้าไปตลาดเช้า ช่วงเช้าอากาศเย็นสบาย ค่อยๆ เดินกันไปไม่รีบร้อน ไปถึงตลาดมีแผงขายอาหาร ผักสดเพียบ จุดหมายอยู่ที่การไปลองกาแฟลาวที่ร้านประชานิยมตรงสุดทางมุมน้ำโขงจากถนนหลัก เห็นร้านข้างๆขายไก่ปิ้ง หมูปิ้ง สารพัดปิ้งก็น้ำลายหยด แต่ต้องอดใจไปรับประทานอาหารเช้าของโรงแรม  ร้านประชานิยมก็อร่อย รสชาติคล้ายกาแฟโบราณไทยใส่นมข้น มีปาท่องโก๋ให้แกล้ม แต่เค้าจับโยนไปโยนมาก็แบบว่า เอิ่ม กลับโรงแรมดีกว่า อย่า