Happiness is really a place
 
 
 
และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงวัน ไฮไลท์ของทริปภูฎานที่ใครมาภูฎานยังไม่ได้ไปทักซัง คงต้องกลับมาอีกรอบเติมความฟิน และทดสอบพละกำลัง พร้อมพิสูจน์ศรัทธา
 


 
อาหารเช้าที่ Haven เป็นอะไรที่สุดยอด มีข้าว หมูผัดพริก สถานีไข่ ก๋วยเตี๋ยว อาหารเช้าแบบอเมริกันครบครันพร้อมสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลมากๆ
 
วันนั้นพอดีมีหลายคณะคนไทยที่ไปอยู่ พี่ๆที่เจอกันคอตกมากเพราะเมื่อวานฝนตก เลยไม่ได้ขึ้นทักซังตามที่หวัง แว่วๆว่าพี่เค้าจะมาซ่อมอีกที ซ่อมแต่ละทีก็ราคาหนักเหมือนกัน
 
วันนี้ท้องฟ้าเปิด ถือเป็นโชคดีของพวกเรา แต่ไกด์แอบกระซิบว่าต่อให้ฝนตก ก็จะพาเราขึ้นไปให้ได้ แบบว่าไม่ถามความพร้อมของเราเลย เพราะไกด์ไม่กลัวแต่เราก็แอบหวั่นๆเหมือนกัน เราเช็คการแต่งกายว่าทุกคนต้องปิดมิดชิด เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาตอนเข้าวัด พกพามาม่าไปคนละกล่องเพื่อเป็นอาหารกลางวัน เพราะบนจุดพักไม่มีเนื้อสัตว์ให้รับประทาน รวมทั้งกระป๋องออกซิเจนคนละกระป๋องเพื่อความปลอดภัยกรณีหายใจไม่ออก
 
 
ไปถึงตีนเขาไกด์ก็ไปติดต่อกับคนเลี้ยงม้าที่เราได้จับจองล่วงหน้ามาแล้ว ตกคนละพันนูค่าม้าและคนจูง การนั่งม้าจะพาเราไปส่งได้ประมาณ หนึ่งในสี่ของเส้นทาง แต่ทางเป็นทางขึ้นเขาจะช่วยเบาแรงไปได้มาก แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงกรณีม้าเข่าอ่อนเอาเอง เพราะคนจูงม้าของเขาจำนวนน้อยกว่าม้า และม้าต้องขึ้นเส้นขอบๆทางเพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป ในขณะที่เรานั่งลุ้นไปกับม้าก็เห็นคนมากมายค่อยๆเดินขึ้นเขาด้วยใบหน้าอันเด็ดเดี่ยว การเดินวันนี้จะต้องเดินขึ้นเขาหนึ่งลูก เดินลงมาตรงทางเชื่อมเขา และเดินขึ้นบันได้อีกเส้นทางเพื่อไปสู่ตัววัด จากนั้นใช้เส้นทางเดิมเดินกลับ
 
เราตัดสินใจถูกมากที่ใช้ม้า เพราะดูจากวี่แววแล้วที่ในคณะมีคนแพ้อากาศสูงซึ่งถ้าต้องออกแรงเยอะอีกจะทำให้ยิ่งหายใจลำบาก หลังจากที่สุดทางม้า เราก็ได้เวลาไปด้วยลำแข้ง งานนี้การเตรียมรองเท้าหนาสำหรับขึ้นเขาเพื่อไม่ให้ลื่นและเป็นรองเท้ากีฬาที่สมบุกสมบันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะทางชันจริงๆ อาจทำให้ห้อเลือดได้ถ้าไม่เตรียมรองเท้าให้พร้อม ยิ่งไม่ต้องนับว่าถ้าลื่นก็จะอันตราย
 
 
 
 
 
พอเราลงม้า ไกด์ก็ขอให้เราจ้ำไปที่วัดให้ได้ก่อนเที่ยงเพราะวัดจะปิดพัก ตอนบ่าย เราถูกสั่งห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเพราะให้มองเส้นทางและทำเวลา คณะเราต้องเดินขึ้นไปพักไปจากที่มีคนมึนระหว่างทาง แต่ก็ไปถึงวัดได้ทัน มหัศจรรย์กับเส้นทางและงงมากว่าคนที่มาสร้างวัดนี้เค้าทำได้อย่างไร ไกด์บอกว่าเพราะมีพระที่มานั่งสมาธิหลบหนีจากความวุ่นวายที่บนเขา แต่มีออร่าออกมาจนทำให้คนศรัทธาว่าจะมาสร้างวัดให้ท่านได้ปฏิบัติอย่างปลอดภัย เรื่องเล่ามีอีกมากหลาย แต่สุดท้ายคือเห็นความสรัทธาแรงกล้าของผู้คนไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลใด หากปราศจากความมุ่งมั่น ความศรัทธาแล้ววัดนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้
 
ภายในวัดห้ามมิให้ถ่ายรูป อต่วัดที่ภูฏานจะมีลักษณะพิเศษคือยิ่งเข้ายิ่งเย็น บางทีเย็นกว่าภายนอก ทำให้แม้วัดจะไม่ใหญ่และคนเยอะก็ยังโล่งสบาย อากาศถ่ายเท เราเข้าทุกห้องที่มี จากนั้นต้องฝืนใจเข้าห้องน้ำวัดที่คนในขณะบอกว่าขั้นเทพแห่งความสกปรก อันนี้คงต้องโทษนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปแต่ไม่สามารถรักษาความสะอาดได้
 
เราเดินกลับอย่างช้าๆแวะถ่ายรูปไปพักไป เพื่อมาตรงจุดที่เป็นคาเฟ่ เรียกว่าคาเฟ่แต่ลักษณะคล้ายโรงเจมากว่า เพื่อมารับประทานมาม่าที่พกมา และได้พักเฮือกใหญ่ 
 
การเดินลงไม่ใช่ง่ายเพราะทางชัน และต้องใช้กำลังเข่าค่อนข้างมาก เราเดินกันจนเกือบห้าโมงเย็นกว่าจะลงมาได้ รวมเบ็ดเสร็จ เจ็ดชั่งโมงเต็มแม้ขนาดใช้ม้า 
 
กลับมาที่โรงแรม รับประทานอาหาร และไปแช่น้ำหินเผาเพื่อผ่อนคลาย เป็นอันว่าทริปนี้ครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดกายและใจ แช่มชื้นด้วยมิตรถาพของผู้คน และทำให้รู้ว่าความสุขไม่ได้แปรผันตรงกับเงินทอง แต่แปรผันตรงกับความพอเพียงที่เพียงพอ ไม่แปลกใจว่าทำไมเค้ายังรักษาสิ่งต่างๆไว้ได้ เพราะใจของคนประเทศนี้เค้าใหญ่กว่าค่าเงินเค้ามากกก

Comment

Comment:

Tweet

น่าไปค่ะ แต่ต้องฟิตนิด และ ใจร่มๆกับอาหารนิดนึงค่ะ คือจะไม่หวือหวาค่ะ

#2 By ZERO and ONE on 2015-05-19 21:21

ไม่ได้เข้ามาอ่านนานมากกกก
นี่ไปถึงภูฏาณแล้ว เป็นอีกประเทศที่เคยปักหมุดไว้ว่าอยากไปมาก
ไว้จะกลับมาเก็บตอนอื่นนะคะ :)

#1 By winter-moonlight on 2015-05-19 00:16