พบจิคา ทุ่งนกกระเรียนคอดำ
 
วันนี้เป็นอีกวันที่จะต้องเดินทางไกลและมีความเป็นไปได้มากที่จะต้องเจอ road block เพราะหากจะหลีกเลี่ยงจะต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่หกโมงเช้าเช่นเดิม ซึ่งคิดว่าคงไม่ไหวหากต้องตื่นตีห้าทุกวัน เลยคิดว่าถ้าต้องเจอ road block คงต้องยอม
 
หลังอาหารเช้าซึ่งปาไปเก้าโมงเช้าเข้าไปแล้ว คณะก็เริ่มขึ้นรถเดินทางไปจังหวัดพบจิคาเพื่อไปซ้อมเดินขึ้นเขาในหุบเขาแห่งนกกระเรียนคอดำที่ตอนที่พวกเราไปจะไม่มีให้เห็นถ้าอยากเจอนกกระเรียนคอดำต้องไปประมาณหน้าหนาว เดือนตุลาคม ไม่งั้นนกจะบินกลับทิเบต แต่เนื่องจากเราจองตั๋วกลับให้ทันไม่ได้ เวลายืดออกไปหนึ่งวัน จึงเห็นว่า ควรจะไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ในหุบเขา สวนสน ที่สวยงาม 
 
ออกไปประมาณไม่ถึงชั่วโมงเป็นอันว่าได้พบถนนปิดตามคาดการณ์ เส้นทางจากพูนาคาไปที่พบจิคายิ่งหนักกว่าเดิมเพราะนอกจากถนนจะขรุขระขึ้น ยังเป็นทางแคบมากเรียกว่ามองลงไปจากรถก็เห็นเป็นหุบแหวกันเลยทีเดียว และจังหวัดพบจิคา โดยปกติไม่ได้เป็นเส้นทางที่จะมีนักท่องเที่ยวไปมากเท่าไหร่ นอกจากคนที่จะไปดูนก แปลกๆที่หายาก ก็จะมีเดินทางไปเหมือนกัน
พอคนขับรถจอดรถ เพราะบอกว่าเจอถนนปิด เราก็ไม่รู้จะทำอะไรกันดี ปรากฎว่า ไกด์และคนขับรถก็ปิดเครื่องลงไปนั่งริมถนนพร้อมหนังสือหนึ่งเล่ม มองไปข้างหลัง เห็นคนลงมาปูเสื่อนำของมาขาย บ้างก็นั่งเอาของรับประทานมานั่งเป็นครอบครัวคล้ายปิคนิคขนาดย่อม ทำให้รู้สึกถึงความใจเย็นของชาวภูฏานและความสงบเยือกเย็น รู้ว่าเมื่อมันเป็นเช่นนี้ก็ต้องทำใจ เราก็ออกมานั่งตามขอบทางบ้าง
 
รอจนครบชั่วโมง คนรถก็โบกไม้โบกมือให้ขึ้นรถ ตอนนั้นทุกคนบนรถก็เริ่มปวดฉี่มาก ไกด์บอกว่าไม่มีจุดพักรถใดๆ จะขอบ้านข้างทางก็ไม่สะอาดเลย บอกว่าให้ฉี่ข้างทางนี่แหล่ะ สะอาดกว่า พวกเราก็อึ้งกันไป แต่ ณ จุดนั้นคงตามกระแส Do the Bhutaneses Do ลงไปหาที่ข้างทางที่เหมาะเม๋ง และเอากระดาษใส่ถุงกลับมาทิ้งกัน หลังจากนั้นไม่นานก็เจอ Road Block อีกรอบ ก็เป็นอันรู้กันลงมานั่งเฮฮารอ
 
จากนั้นก็ได้ขึ้นรถไปที่พบจิคา จุดหมาย พอไปถึงก็เห็นหุบเขางดงาม ราวกับทิวเขาในยุโรป เราไปรับประทานอาหารที่เกสต์เฮ้าที่มองไปเป็นทิวเขาทอดยาว กับป่าสนลิบๆ แต่อาหารที่นี่ไม่มีเนื้อสัตว์ พวกเราจึงต้องรับประทานผักล้วนๆ เราจึงหยิบปลาสลิดกับน้ำพริกที่พกพามาควบกับผักทั้งหลาย รับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย หลังรับประทานอาหารก็ได้เวลาที่ต้องไปเทรกกิ้งเดิน สี่กิโลไปที่วัดยอดดอย การเดินจะเป็นลักษณะการเดินผ่านจากทุ่งหญ้าตัดไปป่าสน แล้วค่อยๆ ขึ้นเขา ไป บางคนที่แพ้อากาศบางก็จะเกิดอาการเวียนหัวและหายใจไม่ทัน ต้องค่อยๆเดินไปพักไป
 
 
 
 
การเดินใช้เวลานานกว่าที่คิดมาก กว่าจะไปถึงวัดเกือบจะปิดอยู่แล้ว เนื่องจากเส้นทางขากลับเป็นเส้นทางเดิมซึ่งถนนแคบมากและตอนกลางคืนก็ไม่มีแสงสว่างมาก ใช้แสงจากรถ ทำให้เรานั่งกันตัวเกร็ง ที่สำคัญจะแวะข้างทางฉี่ก็ไม่ได้ ต้องนั่งหลังเกร็งเพราะคนขับก็ขับแบบเร็วกว่าปกติมาก เพราะเราต้องกลับไปรับประทานอาหารที่โรงแรมให้ทันด้วย  เนื่องจากชาวภูฎานไม่ได้มีร้านอาหารดาษดื่นแบบเรา ประกอบกับการที่ร้านจะไม่ได้สต๊อกของไว้มากมาย เพราะฉะนั้น หากไม่มีการจอง หรือกำหนดเรื่องอาหารไว้ก่อน จะต้องใช้เวลาสั่งและรอนานมาก โดยปกติทัวร์จึงจะสั่งอาหารไว้ให้ก่อน นั่งไปแบบเสียวๆจนไปถึงโรงแรมเกือบๆ สองทุ่ม ทางโรงแรมรอเราเป็นคณะสุดท้ายในการรับประทานอาหารเย็น เราเริ่มมีการนำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเปิดห่อมารับประทานเพื่อเพิ่ม รสชาติอาหาร
 
 
 
จากนั้นก็ลสบเหมือด นอนพักที่โรงแรมไม้ขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ที่ข้างในตกแต่งโอเคสำหรับโรงแรมในจังหวัดนี้
 
 

Comment

Comment:

Tweet