วันที่สอง พูนาคา
ตื่นเช้ามั๊กๆ และยังงัวเงียกะการจัดสัมภาระกลางดึก จากการ Lost in transalation กับ Local guide จากการที่ถามเค้าว่า เราจะอยู่ที่โรงแรมนี้ two nights ใช่ไหม คุณไกด์บอกว่า ใช่ เราจะอยู่ที่นี่ tonight คุณพระ!นึกว่ามุก สองโมงเช้าจะมีเฉพาะที่ประเทศไทย กว่าจะสืบสาวว่าตกลงต้องเก็บของไหม ก็มัวแต่ขำกันลืมหลับ
 
หอบหิ้วสังขารอันฟิตคิดไปเองขึ้นรถตั้งแต่หกโมงเช้า ที่โรงแรมได้เตรียมอาหารเช้าใส่ห่อไว้ให้ ใจคิดไปถึงชุดอาหารเช้าแบบแมคโดนัลด์ ปรากฎเป็นแซนวิชผักล้วนในห่อฟอล์ย รับประทานแบบไม่อยากเมารถเพราะทางที่ไปคดเคี้ยวเลี้ยวลดมั๊กๆ ทางก็โค้ง ปากก็ต้องเคี้ยว เสียวก็เสียว เรียกว่ามาครบ เส้นทางจากทิมพูไปพูนาคาก็เป็นถนนเส้นเดิมที่มาจากที่มาจากพาโร แต่ยิ่งไปไกลจากเมืองหลวงมากขึ้น ถนนก็จะแย่มากขึ้น และเพราะการเป็นถนนเส้นเดียว กรณีที่ซ่อมแซมก็เป็นอันว่าทุกอย่างหยุดชะงัก ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากรอ ถ้าไม่อยากรอต้องสืบเสาะว่าเค้าจะซ่อมกันกี่โมงและต้องผ่านเส้นทางซ่อมให้ได้ก่อนเวลา 
ทางไม่ไกลแต่ไปได้ช้า จึงเหมือนเดิมๆ เพิ่มเติมคือความเวียนหัว ทิวทัศน์สองข้างก็สงบเป็นธรรมชาติมาก คนที่ไม่เมารถและหลงไหลในธรรมชาติก็จะมีความสุขมาก โดยเฉพาะคนที่อยากเจอป่าแบบสมบูรณ์และนกหายาก ขอแนะนำให้หาโอกาสมาเยือน
 
 
เราแวะที่แรกที่ Dochula pass เป็นจุดชมวิวที่จะเห็นทิวเทือกเขาหิมาลัยอย่างใกล้มาก อากาศหนาวเหน็บได้ที่ ไกด์บอกให้ลงไปถ่ายรูป ก็ลงไปถ่ายแบบมือเท้าชา เค้าบอกว่าเราจะแวะกลับมาอีกครั้ง ดังนั้นครั้งนี้จะยังไม่เล่าอะไร เพราะเดี๋ยวครั้งหน้าไม่มีอะไรจะเล่า เราก็ตามใจ เพราะมาดินแดนพุทธ คงต้องสำรวมกิริยานิดนึง
 
 
จากนั้นก็มุ่งหน้าเดินทางที่ใกล้เหมือนไกลต่อ 
เราไปถึงพูนาคาก่อนเที่ยงเพื่อจะไปเล่น Rafting กัน ตอนแรกที่หลวมตัวจอง นึกว่าจะนั่งเฉยๆ มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ พอไกด์ถามว่า เราจะเปลี่ยนชุดกันไหมถึงขั้นอึ้ง อ้าวนี่ไม่ได้มาล่องเรือเหมือนล่องเจ้าพระยาหรอกหรือ บอกไกด์ว่าไม่ได้เตรียมตัวมาเลย เพราะเข้าวัดเป็นส่วนใหญ่ก็เตรียมมาแต่ชุดที่ห่อตั้งแต่หัวถึงเท้า ก็คงต้องทำใจเล่นไป ยอมเปียกทั้งกางเกงยีนส์ ต้องบอกให้เข้าใจว่าการเข้าวัดที่นี่ต้องห่อตัวจริงๆ ห้ามเห็นแม้แต่ข้อเท้า มิเช่นนั้นเค้าจะไม่ให้เข้าสถานที่สำคัญ
 
จังหวัดพูนาคาจะมีแม่น้ำไหลสองสายมาบรรจบกัน ตรงกึ่งๆกลางๆเค้าก็สร้่งพูนาคาซองขึ้นมา แม่น้ำสองสายก็เรียกง่ายๆว่า Pho Chhu (male) and Mo Chhu (female) เค้าบอกว่าจะเล่น rafting ได้ทั้งสองสายแบบสบายก็ female แบบ hardcore ต้องไป male นี่ถ้าพวกสิทธิสตรีมาเที่ยว อาจต้องมีประท้วงเรื่องที่ตั้งชื่อให้แม่น้ำ male เป็นแบบน้ำเชี่ยวเพราะเอาจริงๆแล้ว ความรุนแรงนี่ female น่าจะนำ
 
ลงเรือแบบ งงๆ เห็นคณะอื่นเค้ามาแบบชุดครบพร้อม ของเราอารมณืประมาณใส่ส้นสูงไปเกาะ ชุดสุดไม่เข้า บางคนกรุยกรายเสื้อมีแมลงน้อยเกาะอยู่ บ้างก็ใส่มาแบบวูลเต็มที่ เค้าจะมีคนคอยคัดท้ายสองคน และมีคนนั่งคายัคตามไปอย่างใกล้ชิด ประมาณว่าใครตกลงไปก็มีตัวเก็บ สนนราคาอยู่ประมาณ 8,000 นู หรือ 5,000 บาทต่อลำ ตกคนละ 1,000 นูสำหรับการเล่น ถือว่าถูกมาก

 
นี่ขนาดเลือกกีฬาที่น่าจะตื่นเต้น คนที่นี่แจกพายมาให้สอนให้เตรียมพร้อมยังไง แต่พอถึงเวลาพายไปแบบช้าๆ เดี๋ยวหยุด เดี๋ยวหยุด จนงงว่า จะชิลล์ไปไหน มีเวลาให้ตื่นเต้นเปียกๆบ้างแต่เวลาส่วนใหญ่คือ relax อยู่บนเรือยางท่ามกลางแดดร้อนระอุ ยิ่งชุดที่มาแบบห่อมิดแทบจะสุกอยู่ในนั้น ทุลักทุเลไปจนเสร็จ ก็ขึ้นไปขึ้นรถพร้อมสภาพเปียกๆที่รูปก็ไม่ได้ถ่ายไว้ ลากสังขารไปรับประทานอาหาร คราวนี้ได้มาเจออาหารพื้นเมืองจริง คือ ประกอบไปด้วย ข้าวแดงหรือขาว ผักชนิดที่หนึ่ง ผักชนิดที่สอง ผักชนิดที่สาม หมี่ผัดที่คล้ายสปาเกตตี้แต่มาผัดแบบจีนใส่ชีส ไก่ต้มเค็ม ซึ่งจะค้นพบว่ารายการอาหารจะประมาณนี้ทุกมื้อ เราเริ่มมีการขยับตัวหยิบอาหารแห้งที่พกพามา มาเสริมในมื้อ เพลิดเพลินกับอาหารแบบก้นเปียกเสร็จ ก็ได้เวลากลับไปพักผ่อน อาบน้ำ อาบท่าเตรียมที่โรงแรม ก่อนนัดแนะไปที่พูนาคาซอง สถานที่ที่กษัตรืย์จิ๊กมี่อภิเษกสมรส 
 

 
สถานที่อลังการ ใหญ่โตมากๆ แต่ภายในนอกจากจิตรกรรมที่ฝาผนังจะแตกต่างจากซองอื่นแต่ก็มีความละม้ายคล้ายกันในส่วนสถาปัยกรรมการก่อสร้าง
 

 
ใช้เวลาอยู่กับที่นี่ได้นานพอสมควร จากนั้นยังมีเวลาเดินเล่นเรียบแม่น้ำ เมล ฟีเมล ต่ออีกจนโพล้เพล้ ขยับตัวกลับไปรับประทานอาหารที่โรงแรม  คงไม่ต้องกล่าวอีกครั้ง ผัก1 ผัก2 ผัก3 ไก่ ข้าว หมี่ ท่องให้ขึ้นใจ ต้องเจออีกหลายวัน
 
จากนั้นก็ได้เวลาพักผ่อน ตามสไตล์ ไม่รีบไม่ร้อน ไม่เหนื่อย ไม่นำพา
 

 

Comment

Comment:

Tweet