เช้านี้เลขศูนย์เลขหนึ่งตื่นมาพร้อมกับเสียงโป๊กเป๊กตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ เซ็งสุดๆ เพราะตอนแรกกะจะจุ่มตัวที่ The grand แบบสบายๆ เดินชมวิวทิวทัศน์ และลิ้มลองอาหารในรั้วในวังเก่า จากนั้นค่อยไปสนามบินตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อกลับกรุงเทพฯ flight 5 โมงครึ่ง แต่พอเจอเสียงแบบนี้ ถึงขั้นต้องคิดแผนใหม่

ก่อนอื่น ขอลิ้มลองอาหารเช้าก่อน สถานที่สวยงาม มองเห็นวิวแม่น้ำโขงที่สงบเงียบ แต่ แต่ แต่อาหารเช้าที่นี่ช่างไม่ grand เลย อาหารน้อยมากๆ ออมเล็ตที่ไร้ชีสและแฮม ราวกับไข่เจียวเคี้ยวยาก ทำให้ความกริ้วโกรธเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เข้าใจว่าช่วงนี้แขกน้อย แต่ที่เจอคือมันไม่ใช่จริงๆ ยิ่งพวกเราได้ลิ้มลองอาหารเช้าที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความตั้งใจของ Villa Nagara แล้ว เลยผิดหวังสุดๆ


ระหว่างที่นั่งเซ็งกันอยู่ ผู้จัดการโรงแรมก็เดินมาสอบถามพอดี จึงได้แจ้งเรื่องการก่อสร้างที่ไม่สมควรให้มาติดกับห้องพัก หรืออย่างน้อยถ้ามีการ renovate สมควรแจ้งผู้เข้าพักก่อนเพื่อใช้ตัดสินใจ เพราะราคาก็ไม่ได้ถูก ยิ่งมาเจอสภาพเช่นนี้มันเซ็ง เพราะคาดหวังไว้มากอยากมา slow life แบบ ชิลล์ๆ ที่นี่


ทางผู้จัดการก็ใจดีใจเย็น ค่อยๆ อธิบายว่า ห้องพักที่เปิดให้เป็นห้องวิวแม่น้ำที่ดีที่สุดแล้ว อีกทั้งทางโรงแรมได้มีการแจ้ง agent ต่างๆ ให้ลงหน้าเว็บแล้วว่ามีการ renovate อยู่ แต่พวกเราก็เปิดให้ดูว่าไม่มี ซึ่งทางผู้จัดการก็ขอโทษและจะหาทางแก้ไข สำหรับพวกเรามันเข้าข่ายสายเกินไป แต่ก็ไม่ว่าอะไรเพราะถือว่าเค้าทำเต็มที่แล้ว คงเป็นมาตรฐานของการจัดการสำหรับผู้มีทรัพย์สินเกินที่จะดูแล (ได้ข่าวว่า The Grand นี้มีเจ้าของคือกลุ่มเบียร์ช้างที่ได้รับทอดจากการใช้หนี้มาอีกที) อีกอย่าง คุณผู้จัดการก็ได้พยายามทำให้พวกเรารู้สึกดีขึ้น โดยอาสาจะนำกระเป๋าไปเช็คอินที่สนามบินให้ก่อนแล้วจะนำรถไปรับที่ไปรษณีย์ในเมือง (จุด drop ผู้โดยสารของ shuttle van) เพื่อไปส่งสนามบินตอนเย็น พวกเราจะได้ไม่ต้องไปล่วงหน้า 2 ชั่วโมง และไม่คิดค่าบริการด้วย

 


พวกเราจึงไม่มีทางเลือกเพราะไม่อยากนั่งคลุกฝุ่นหรือฟังเสียงโป๊กเป๊ก จึงตัดใจขึ้น shuttle van ไปจุ่มตัวในเมือง โดยออกจากโรงแรมประมาณ 11 โมง และรถจะมารับเราไปสนามบินประมาณ 4 โมงครึ่ง


อากาศตอนกลางวันยังร้อน พวกเราเลยไปนั่งจุ่มที่ Café’ Shaffron กินขนมกับกาแฟไปเรื่อยๆ แต่ถ้าพูดถึงรสชาติ กาแฟ Joma จะนุ่มกว่า ข้อดีของที่นี่คือ Wi-Fi แรงมาก (ลืมบอกว่า Wi-Fi ทั้งหลวงพระบางช้าและไม่เสถียรเลย สำหรับผู้ที่ติด social มากๆ คงลงแดงที่นี่)

นั่งแช่อยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็คิดว่าได้เวลารับประทานอาหารกลางวัน จึงเหมารถไปร้านข้าวซอยชื่อข้าวเปียกจันทร์เกษม ค่ารถ 320 บาทไปส่งและรับกลับ ข้าวเปียกราคาชามละ 80 แต่ก็ชามใหญ่ รสชาติดี ข้าวซอยคล้ายๆน้ำเงี้ยวมากกว่า เลขหนึ่งจึงไม่ปลื้มเท่าที่ควร แต่น้ำส้มเช้งอร่อยมาก

กลับจากรับประทานอาหาร บางคนก็มาจุ่มตัวที่ Joma Café ข้างไปรษณีย์ บางคนไปนวดร้านติดกัน เลขศูนย์ซื้อพิซซ่าไว้รอท่าเพื่อไปรับประทานบนเครื่องแทนอาหารเย็นเพราะตอนนั้นกระเพาะไม่สามารถรับอะไรได้อีกแล้ว แต่จะเดินเที่ยวอีกก็ไม่ไหว เพราะอากาศยังร้อนอยู่

พอสี่โมงครึ่งรถก็มารับตามเวลา พวกเราไปถึงสนามบินก็เจอพนักงานนำพาสปอร์ตและบอร์ดดิ้งพาสมาให้ พวกเราก็เดินผ่าน Immigration อย่างสบาย มีแต่นายแม่ดันพกมีดติดตัวต้องทิ้งตามระเบียบ เข้าไปถึง เลขหนึ่งซื้อมาม่าหมูสับไว้ครอบครองเพื่อไปกินบนเครื่อง แอร์โฮสเตสผู้ใจดีเอาน้ำร้อนมาใส่ให้ เลขศูนย์ก็จัดการกับพิซซ่าอย่างมีความสุข ปฏิเสธอาหารบนเครื่องอย่างไม่ใยดี ในที่สุด ก็เดินทางกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ หลังจากได้ใช้ชีวิต slow life but eat heavy อย่างสบาย

สรุปว่าหลวงพระบางน่ารัก และมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่เจ๋งมากๆ พระสงฆ์ขมักเขม้นในการทำกิจของสงฆ์อย่างเต็มที่ ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส อัธยาศัยดี สิ่งไม่ดีคือการไหลเข้าของนักลงทุนที่ส่งเสริมแต่ความเจริญทางวัตถุซึ่งจะทำให้สังคมเปลี่ยนไปเหมือนที่เกิดขึ้นกับหลายๆ เมือง หลวงพระบางจะสบายดีไปอีกนานแค่ไหนต้องรอวัดใจกับกระแสทุนนิยมที่หลั่งไหลเข้าไปนั่นเอง 

 

Comment

Comment:

Tweet