วันนี้เลขศูน์เลขหนึ่งและแก๊งค์หอยทากได้นัดทางโรงแรมว่าใส่บาตรพระ โดยทางโรงแรมจะเตรียมข้าวเหนียวให้ ที่สนนราคา 100 บาทต่อคน คณะเราศึกษามาอย่างดีแต่งตัวถูกระเบียบ ผู้หญิงนุ่งผ้าซิ่น ส่วนผู้ชายก็กางเกงขายาวอย่างถูกต้อง นายแม่ใส่ชุดขาวห่มขาวราวกับคนพื้นเมือง เจ้าหน้าที่นัดให้ลงมาพร้อมกันตอนตีห้าครึ่ง จากนั้นก็พาเดินไปด้านหลังโรงแรม ขึ้นไปถนนสายหลักใช้เวลา 2 นาที โดยมีการจัดเตรียมกระติ๊บข้าวเหนียวพร้อมบริการจองที่และนำเสื่อมาปูให้อย่างดี นอกจากข้าวเหนียว จะมีถาดใส่อาหารและขนมอื่นๆ มาวางอยู่ข้างๆ แต่ไม่ใช่ของโรงแรม เป็นของที่ชาวบ้านเอามาขาย แต่เราศึกษากันมาแล้วว่าประเพณีที่นี่เค้าใส่แต่ข้าวเหนียวกัน ส่วนอาหารอื่นชาวบ้านจะนำไปถวายที่วัด เราจึงปฏิเสธที่จะใส่บาตรอาหารอื่นๆ ใส่แต่ข้าวเหนียวกระติ๊บใหญ่ ที่ต้องปั้นใส่ปั้นใส่อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะพระที่มาบิณฑบาตมีถึงสองร้อยรูปและเดินอย่างต่อเนื่องกันมาก แต่ละคนต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกันเพื่อให้ใส่ได้ทัน โชคดีที่ได้มีโอกาสมาใส่บาตรที่นี่ เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ได้อย่างงดงาม

สิ่งที่เห็นว่าทางเจ้าบ้านได้พยายามมากที่จะรักษาขนบธรรมเนียมไว้เพื่อคงไว้ซึ่งความปราณีตของพิธี จะสังเกตได้จากป้าย “Help us respect the alms giving ceremony”  ที่ไว้เตือนนักท่องเที่ยวให้ช่วยกันแต่งตัวให้สุภาพเรียบร้อยและเคารพในการบิณฑบาตของพระสงฆ์ การถ่ายรูปก็ต้องระวังไม่ให้เป็นการเสียกิริยาหรือทำให้พระไม่สะดวก


หลังจากใส่บาตรเสร็จ หัวหน้าทัวร์ก็นำพาทุกคนเดินลัดเลาะไปทางริมโขงมุ่งหน้าไปตลาดเช้า ช่วงเช้าอากาศเย็นสบาย ค่อยๆ เดินกันไปไม่รีบร้อน ไปถึงตลาดมีแผงขายอาหาร ผักสดเพียบ จุดหมายอยู่ที่การไปลองกาแฟลาวที่ร้านประชานิยมตรงสุดทางมุมน้ำโขงจากถนนหลัก เห็นร้านข้างๆขายไก่ปิ้ง หมูปิ้ง สารพัดปิ้งก็น้ำลายหยด แต่ต้องอดใจไปรับประทานอาหารเช้าของโรงแรม  ร้านประชานิยมก็อร่อย รสชาติคล้ายกาแฟโบราณไทยใส่นมข้น มีปาท่องโก๋ให้แกล้ม แต่เค้าจับโยนไปโยนมาก็แบบว่า เอิ่ม กลับโรงแรมดีกว่า อย่างน้อยก็ไม่เห็นว่าเค้าทำอะไรกับอาหาร 


ระหว่างทางกลับโรงแรม ผ่านวัดใหม่สุวรรณภูมาราม หัวหน้าทัวร์จึงยอมให้เปลี่ยนแผนเข้าไปก่อนเลย เหตุเพราะที่นี่ปิดเร็วคือ 4 โมง ไฮไลท์ของวัดนี้คือกำแพงขนาดใหญ่ที่มีภาพแกะสลักลงรักปิดทองตามท้องเรื่องพระเวชสันดร ผลงานของเพี้ยตัน ศิลปินแห่งชาติ ที่ทุกคนต้องมายืนถกเถียงเรื่องตัวละครกันอย่างออกรส หลังจากเสพศิลปะของศิลปินแห่งชาติเสร็จสรรพ ก็ได้เวลากลับไปเสพอาหารเช้าที่โรงแรม


ที่รับประทานอาหารของโรงแรมจะอยู่ริมน้ำตรงข้ามโรงแรม บรรยากาศดีสุดๆ มีอาหารให้เลือกคือ ไข่กระทะ ชุดอาหารเช้าแบบอเมริกัน หรือข้าวผัด โดยมีการจัดเตรียมอย่างปราณีต กาแฟและชาจะเสริฟเป็นกาพร้อมเตาอุ่นร้อนตลอดเวลา ช่างเป็นช่วงเวลาที่ผ่อนคลาย รับประทานอาหารเช้าในบรรยากาศสบายๆ ริมน้ำคาน


กว่าจะรับประทานเสร็จ แดดเริ่มร้อน หัวหน้าทัวร์เลยอนุญาตให้พักผ่อนตามอัธยาศัย พักไม่นานก็ตามไปบริหารกระเพาะสำหรับมื้อต่อไปคือเฝอข้างวัดเชียงทอง อากาศยังคงร้อนถึงแม้จะไม่เท่าวันแรกแต่ก็ทำให้การเดินเป็นไปอย่างเชื่องช้า ระหว่างทางแวะวัดเล็กวัดน้อยแถวนั้น แล้วเลยไปที่วัดหนองสีคูนเมืองที่ประดิษฐานของพระแสนที่มีน้ำหนัก 120 กิโลกรัมลอยตามน้ำมาแต่ไม่ได้เห็นเพราะโบสถ์ปิด จึงได้แต่ไหว้อยู่ด้านนอก แอบเสียดายนิดหน่อย เพราะว่ากันว่ามาหลวงพระบางต้องมานมัสการพระบาง พระม่าน และพระแสน ครบสามองค์ที่เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง


ระหว่างทาง เลขศูนย์เลขหนึ่งไม่พลาดที่จะแวะร้านอาหารฝรั่งเศสดั้งเดิม Le’ Elephant เพื่อจับจองโต๊ะสำหรับวันต่อไป ที่จริงก็ลังเลเพราะที่นี่มีร้านอาหารฝรั่งเศสที่เลื่องชื่ออยู่สองร้านคือ Le’ Elephant กับ Blue Lagoon สองจิตสองใจในการเลือกนานมากก แต่เห็นแก่ความดั้งเดิมเรียกว่าได้คะแนนความเก๋าจึงต้องเลือก Le’ Elephant ก่อน



จับจองโต๊ะเรียบร้อย ก็เคลื่อนกายต่อ แวะวัดเล็กวัดน้อย และร้านค้านิดหน่อย จากนั้นก็กลับมาพักรับกาแฟต่อที่  Joma เจ้าเก่า รับเครื่องดื่มเย็นๆ เพื่อจะมีแรงไปจุดหมายคือไปวัดวิชุล ที่มีพระธาตุหมากโมประดิษฐานเคยเป็นที่เก็บพระบางในอดีต การเดินทางไปวัดวิชุลต้องใช้รถ เราจึงเรียกรถสองแถว ค่ารถไป-กลับ 300 บาท (มาที่นี่ใช้เงินบาทได้ เพียงแต่เวลาทอนเค้าอาจทอนเป็นเงิน kip ต้องคำนวณดีๆ) ให้คนขับรออยู่ที่นั่นเลย วัดนี้ลักษณะคล้ายขอมกับอินเดีย มีต้นปาล์มขนาบข้างทำให้ดูเหมือนตะวันออกกลางไปอีก


ใช้เวลาเยี่ยมชมในวัดไม่นาน ก็ขอให้คนขับรถสองแถวพาไปที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ที่นี่ปิด 4 โมง พวกเราไปถึงบ่าย 3 โมงครึ่ง แต่ที่ขายตั๋วปิดไปแล้ว พวกเราไม่ยอมแพ้เข้าไปข้างใน คุยกับเจ้าหน้าที่จนเขาบอกให้จ่ายกับเจ้าหน้าที่ที่รับฝากของ เราจึงได้เข้าไปชมข้าวของโบราณและของขวัญที่ประเทศต่างๆ มอบให้หลวงพระบาง  ดูการเป็นอยู่ของเจ้าชีวิต และรีบไปนมัสการพระบางที่วัดด้านหน้า-วัดไร เป็นอันว่าอิ่มใจ


จากนั้น แกงค์หอยทากก็ตระกายขึ้นพระธาตุพูสีที่เรียกว่าข้อเข่าไม่แข็งแรงก็จะเข้าขั้นเหนื่อยแฮ่ก ทางขึ้นแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกที่ขึ้นไปถึงที่ขายตั๋วจะเดินประมาณร้อยกว่าขั้น ส่วนช่วงที่ 2 เดินอีกประมาณ 2 ร้อยกว่าขั้น พอขึ้นไปถึงจะเห็นวิวโดยรอบของหลวงพระบาง สวยงามเงียบสงบ อากาศเหมือนฝนจะตกเลยไม่ร้อนมาก แต่ก็ทำเอาดำไปเหมือนกัน ซื้อดอกไม้ธูปเทียนสักการะพระธาตุและพระพุทธรูปที่นั่น ถ่ายรูปอีกนิด พักเหนื่อยอีกแป๊บ ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องกลับลงไป

 

จากนั้น พวกเราก็ค่อยๆ เดินไปที่ร้านอาหาร Tamarind ที่จองไว้ ไปถึงก็สั่งอาหารเซ็ตสำหรับสองที่ และอาหารอื่นๆ อีกมากมาย โต๊ะอื่นๆ ส่วนใหญ่จะสั่งแบบละเลียด ชิมนั่นนิดชิมนี่หน่อย แต่เราสั่งกันแบบจัดเต็มอีกตามเคย โต๊ะเต็มไปด้วยอาหาร แต่ละคนรับประทานด้วยสปีดเร็วกว่าแสง โต๊ะข้างๆ คงมึนงงกับการจ้วงอาหารของแต่ละคนที่ไม่มีการพูดจาอะไรกัน อิ่ม อร่อยมาก อาหารพื้นเมืองที่นี่ ลาบปลาแซ่บเว่อร์ อาหารเซ็ตก็กิ๊บเก๋ หมกปลาที่เลื่องชื่อก็สมคำร่ำลือ และสั่งหมูย่างตะไคร้หอมกรุ่นมาซ้ำด้วย รู้สึกเหมือนเรามาที่นี่รับประทานเนื้อสัตว์ได้ไม่ตูมเท่าที่ควรแต่ก็อร่อยปลาบปลื้ม


ชีวิตที่นี่หยุดเร็วตามเคย แยกย้ายไปนอนอ้วนกัน เพื่อวันพรุ่งนี้จะขี่จักรยานเล่นรอบๆแทนการเดิน

edit @ 12 Oct 2014 22:48:46 by ZERO and ONE

Comment

Comment:

Tweet

เห็นละรู้สึกว่ารอบนี้ดีขึ้นมานิดนึง
ที่ตัวเองเพิ่งกินข้าวเย็นแล้วมาอ่านบล็อก :3

#3 By winter-moonlight on 2014-10-28 19:39

รอตอนต่อไปนะคะ สนุกๆ surprised smile surprised smile

#2 By aorways (58.10.111.175|58.10.111.175) on 2014-10-15 23:57

Wow

#1 By (66.249.84.115|1.46.239.117, 66.249.84.115) on 2014-10-13 12:34