จากการที่เลขศูนย์เลขหนึ่งได้เลื่อนแผนการไปหลวงพระบางมาหลายปี จนคนรอบข้างปาดหน้าไปกันหมดไปแล้ว ถึงคราวที่เลขศูนย์เลขหนึ่งพกพาเพื่อนๆ แก๊งค์หอยทากไปเมืองหลวงพระบางกันบ้าง จองตั๋วและโรงแรมล่วงหน้า จนแทบลืมวันที่ไปจริงกันเลยทีเดียว เพราะงานนี้ Bangkok Airways มี โปรโมชั่น สนนราคาตั๋ว 6,225 ต่อคน ราคาดีเหลือเกิน

วันที่ 1 เริ่มต้นการเดินทางที่ขลุกขลัก เพราะแค่จะตกลงกันให้ได้ว่าจะไปสนามบินยังไงก็ปาไปครึ่งวันกว่า ตอนแรกเลขหนึ่งกะว่าจะใช้บริการ UBer ที่เลื่องลือ แต่กลายเป็นบ้านอยู่นอกโซน ต้องเหมาจ่ายด้วยราคา 1,000 บาท/เที่ยว เลขหนึ่งจึงบังคับเลขศูนย์ให้ขับรถไปจอดที่สนามบิน เพราะคิดแล้ว 4 วันแค่ 1,000 บาทคุ้มกว่า

เครื่องออก 10 โมงเช้า แต่พวกเราถ่อสังขารไปถึงสนามบินตั้งแต่ 7 โมงนิดๆ เพื่อจะได้มีเวลาชื่นชมความเป็น Boutique airline ที่มี longue ไว้บริการแม้ระดับ Economy ไปถึงก็รีบเช็คอิน และ เดิน Shopping ที่ห้าง (เอ้ย สนามบิน) สุวรรณภูมิ และไปสัมผัส longue แต่ปรากฏว่าไม่ปลื้ม อาหารออกแนวแห้งๆ แข็งๆ มีข้าวต้มมัดที่พอมัดใจได้บ้างแต่บังเอิญที่บ้านเคยทำอร่อยกว่า แม้มีอาหารเจบริการ เราก็ยังไม่ประทับใจเท่าที่ควร เลยต้องรีบรุดไปง้อ longue ของ King Power ถิ่นเก่า ที่ยังคงสร้างความประทับใจกับโจ้กไก่ ซุปฟักทอง และแซนวิช จากนั้นก็รีบแจ้นไปที่ gate เครื่องบินดีเลย์เล็กน้อยให้พอเข้าห้องน้ำก่อนขึ้นเครื่อง

เหินฟ้าสู่หลวงพระบางด้วยความสงสัยว่า Boutique Airlines แตกต่างจากไม่ Boutique ยังไง

จนถึงจุดหมาย เลขหนึ่งก็ไปถ่ายรูปสนามบินอย่างเมามัน จนท่านตำรวจหลวงพระบางมาห้ามปรามและขอยลรูป เพราะเขาไม่อนุญาตให้ถ่ายเจ้าพนักงานที่นั่น เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัย พอเห็นรูปที่ไม่มีอะไรมากก็ยิ้มแย้มปล่อยผ่าน เราออกมาแลกเงินกัน อัตราแลกเปลี่ยนที่นี่ 1 บาท : 250 Kip เลขหนึ่งโวยวายว่าได้เงินไม่ครบจนเจ้าหน้าที่งง พยายามอธิบายว่าลาวไม่มีเหรียญเหมือนเมืองไทย และสุดท้ายก็ไปขุดแบงค์ 500 Kip สภาพใกล้เน่ามาให้ เลขหนึ่งก็ยังเพียรถามว่าถ้าใช้ไม่ได้จะทำยังไง จนเลขศูนย์ต้องรีบแจ้นมากระซิบว่าที่เถียงกันอยู่เนี่ยมันแค่ 2 บาทเองนะ เลขหนึ่งจะโวยวายไปใย เป็นอันว่าเงิบและอับอายแทบจะสลายตัวไม่ทัน

เดินไปที่จุดเรียกแท๊กซี่ เขาคิดราคาเหมา 300,000 Kip สำหรับกลุ่มเรา 6 คน เพื่อไปที่พักที่จองไว้ชื่อ Villa Nagara เราจะอยู่ที่นี่ 2 คืน และคืนสุดท้ายจะไปชิลล์ที่ The Grand ให้สมความ Grand ของเศรษฐีไทยปลอมที่โวยวายไม่หยุดกับเงิน 2 บาท

ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีก็ไปถึง Villa Nagara ที่อยู่ฝั่งริมน้ำคานจึงออกแนวเงียบสงบ ถ้าชอบแนวคึกคักต้องฝั่งริมน้ำโขง แต่เลขศูนย์เลขหนึ่งชอบโรงแรมนี้มาก ถึงจะเป็นโรงแรมเล็ก มีห้องพักแค่ 7 ห้อง แต่ตกแต่งได้อย่างลงตัว สะอาดสะอ้าน พนักงานอัธยาศัยดี แถมมีวิวริมน้ำคานที่สวยสด


 

เช็คอินเสร็จก็ออกมาตามล่าหาของรับประทาน เพราะหิวโฮกมาก ณ จุดนี้  แต่พวกเรามาเดือนตุลาคมเพราะช่วงปลายปีเพื่อนร่วมทางไม่ว่าง ทำให้อากาศอ้าวมาก แดดเปรี้ยง จนตัวแฉะ

เดินจ้ำผ่านร้านมากมายแต่ไม่มีใครรอใครไปจนถึงแถวๆ วัดเชียงทอง เจอร้านอาหารเล็กๆ รีบเข้าไปถามถึงอาหารพื้นเมืองจำพวกลาบส้มตำ ปรากฏไม่มี แต่ทางร้านได้แนะนำให้ไปร้าน View point ตรงหัวมุม บรรยากาศดีมากๆ เราสั่งกันไม่ยั้ง สลัดลาว ลาบ ไส้อั่ว น้ำพริก ส้มตำปลาร้า ไม่ปลาร้าวุ่นวาย และอื่นๆ เลขศูนย์สั่ง chicken lemongrass เพราะคิดว่าน่าจะเป็นไก่ย่างตะไคร้ แต่ออกมาเป็นไก่ผัดผักรวม อาหารรสชาติไม่จัดแต่สด ถึงกับรู้สึกสุขภาพดีขึ้นมาเพราะเรียกได้ว่ามีแต่ผัก ทำให้ทุกคนอัดข้าวเหนียวตุนไว้มิใช่น้อย อาหารโดยรวมรสชาติดี มื้อนี้คิดเป็นเงินบาทประมาณ 1,800 บาท



 

 

หลังรับประทานก็เริ่มง่วง เกือบบ่าย 3 โมงแล้ว วัดหลายที่ปิดตอน 4 โมง วันนี้พวกเราจึงไปแวะวัดเชียงทอง ซึ่งเป็นวัดหนึ่งเดียวที่เป็นวัดหลวงพระบางแท้ๆที่หลงเหลืออยู่ วัดเชียงทองสมเป็นวัดหลักของหลวงพระบางเพราะความงดงามของวัดกับสถาปัตยกรรมที่วิจิตรเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองมากๆ และยังเป็นที่ประดิษฐานของพระม่าน  เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิศิลปะพม่า พระนาสิก (จมูก)ใหญ่ ทาปากแดง เชื่อกันว่ามีอิทธิฤทธิ์ทางการให้ฝน และให้บุตร เห็นคนแถวนั้นบอกปกติหอนี้จะไม่เปิดประตูให้มองผ่านช่องเท่านั้น แต่พอดีมีการบูรณะประตูอยู่ จึงเปิดให้ไปนมัสการได้ ชาวบ้านบอกว่า พวกเรามาเร็วเกินไปถ้ามาตอนออกพรรษาซึ่งก็คืออีก 3 วันข้างหน้า จะมีการแข่งเรือไฟและเรือที่ชนะจะได้นำมาโชว์ที่วัดเชียงทองนี้ด้วย 


 

หลังจากเที่ยววัดเสร็จก็เดินทางไปอีกฟากของเมืองเพื่อจะไปนมัสการพระธาตุพูสี แต่หนึ่งในสมาชิกที่ได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำทัวร์ขอให้ยกไปไว้วันรุ่งขึ้นเพราะกลัวเที่ยวหมดไม่เป็นไปตามแพลน อีกทั้งกว่าแก๊งค์หอยทากจะเคลื่อนตัวไปถึงฟ้าก็มืดแล้ว จึงสะโหลสะเหลกะไปจัดเต็มที่ร้าน Tamarind ร้านอาหารพื้นเมืองเลื่องชื่อ แต่โต๊ะเต็มเอียด แถมร้านที่นี่ก็ปิดเร็ว 3 ทุ่มกริบหมด จึงต้องจองโต๊ะสำหรับพรุ่งนี้เย็นแทนและซมซานไปรับประทานอาหารที่ Joma Café  ร้านกาแฟชื่อดังที่หมายมั่นไว้ว่าต้องมาลอง  เป็นพวกอาหารฝรั่งเบาๆ แนวแซนวิซ ไม่มีอะไรตื่นเต้น เป็นอันว่าจบ สลบ วันที่ 1 ของหลวงพระบาง 


Comment

Comment:

Tweet

เห็นหัวเอนทรี่แล้วยิ้มเลย ฮ่าๆๆๆ
หัวเอนทรี่น่ารักมาก :)
อยากไปลาวมานานแล้วเหมือนกัน
ต่างกันที่ว่ายังไม่ได้ไปเลย -_-''
เลยขอตามเจ้าของบล็อกไปเที่ยวก่อนแล้วกันนะคะ :)

#4 By winter-moonlight on 2014-10-28 19:36

ลั้นลาจังเลย อยากเว้นวรรคจากการงาน ตามไปชิวแบบนี้บ้างbig smile

#3 By aorways (58.10.111.175|58.10.111.175) on 2014-10-15 23:56

อยากไปบ้างจัง

#2 By (27.55.97.173|27.55.97.173) on 2014-10-09 14:49

ถ่ายรูปสวยมากเลยค่ะ Hot! Hot! Hot!

#1 By BPPBPP8 on 2014-10-09 14:05