ตอนที่ 9 วันที่ 8 Osaka-Nagoya

ภารกิจวันนี้ของเลขศูนย์เลขหนึ่งคือต้องเดินทางไปที่ห้าง Umeda Hankyu เพื่อพิชิตกระเป๋า Bao Bao ให้ได้ เรา Check out ออกจากโรงแรม และไปที่สถานี Shin-Osaka ฝากกระเป๋าไว้ใน Locker ยักษ์ที่ใส่กระเป๋าทุกใบของเราไว้ก่อน ในราคา 600 yen

 จากนั้น เราก็เดินทางไปที่สถานี Umeda ตรงเข้าไปในห้าง ที่ชั้น 1F โซนขายกระเป๋าผู้หญิง จะมี Bao Bao ซ่อนตัวอยู่ เราไปถึงที่นั่นประมาณ 11 โมง เจอเพื่อนชาวจีนกลุ่มใหญ่กำลังรุมทึ้งยกโหลอยู่ เราทำท่าอยากเลือกบ้าง แต่พนักงานรีบหยิบบัตรคิวมาให้และทำท่าเหมือนขอโทษว่าช่วยรอให้กลุ่มนี้ดูเสร็จก่อน เราก็ลุ้นมากๆ เพราะเขาจับจองกระเป๋าสีเงินและสีดำที่มีทั้งหมดไปแล้ว บนชั้นเหลือแต่ใบใหญ่ที่มีสีสันสวยงาม 2 ใบ ที่เหลือเป็นใบที่รูปทรงประหลาด ดูแล้วออกแนวป้าอีก 2 ใบ ชอบกระเป๋า brand นี้ตรงที่ออกแบบมาให้เป็นทรงกระดาษพับ เป็นอะไรที่ฉลาดสุดๆ design เป็นเอกลักษณ์มากๆ designer ชาวเอเชียช่างมีความละเอียดอ่อนและประณีต

 ในที่สุดก็ถึงคิวของศูนย์หนึ่ง แต่เราไม่สามารถเลือกดูสีเงินและสีดำได้เพราะแก๊งค์ชาวจีนบอกว่าจอง (แต่ยังไม่รู้จะเอารึเปล่า) พนักงานเลยต้องเก็บไว้ก่อน  เลขศูนย์รีบใช้หน้าตาซามูไรไฮโซเข้าไปหยิบใบสีสดใสทั้ง 2 ใบขึ้นมา พนักงานรีบรี่เข้ามาเทคแคร์ เลขศูนย์เห็นคิวต่อไปมองมาแบบลุ้นให้เราไม่เอา เลยรีบบอกพนักงานว่าเอาทั้ง 2 ใบ เพราะไม่อยากให้ความหวัง ในที่สุด mission ของพวกเราก็ accomplished ส่วนกระเป๋าที่แก๊งค์ชาวจีนจับจองก็บอกว่าไม่เอาซะงั้น เข้าใจว่าจอง 8 ใบอาจเอาซัก 3 ใบ อย่างน้อยคิวต่อไปก็ไม่ต้องผิดหวังมาก ไม่อยากเชื่อว่าจะขายดิบขายดีขนาดนี้ ถ้ามาช้ากว่านี้ 5 นาทีก็อดแล้ว

 จากนั้น ศูนย์หนึ่งก็ไปช๊อปปิ้งต่อ ได้รองเท้า Onizuka Tiger มาอีกคนละคู่ แล้วก็ไปขอ tax refund ได้คืนมาเป็นเงินสดตอนนั้นเลยทีเดียว ระหว่างทางกลับ เหลือบไปเห็นร้าน Pastel Pudding ที่ศูนย์หนึ่งชอบสุดๆๆๆๆ เลยรีบซื้อติดมือเตรียมไปกินบนรถไฟด้วย เป็นอันว่า happy สุดๆ

ศูนย์หนึ่งเดินทางกลับไปที่สถานี Shin-Osaka ซื้อตั๋วรถไฟ Shinkansen ไป Nagoya ได้รอบบ่ายโมง เลยรีบวิ่งไปเอากระเป๋าที่ Locker หอบของพะรุงพะรังขึ้นรถ สำหรับผู้ที่เดินทางขึ้นรถไปเมืองโน้นเมืองนี้ ขอแนะนำกระเป๋าใบเล็กที่มีล้อดีๆ จะเดินทางสะดวกรวดเร็ว เพราะกระเป๋าใบใหญ่จะเก็บบน shelf ข้างบนไม่ได้ ต้องเก็บไว้ตรงที่นั่งของตัวเอง จะทำให้นั่งลำบาก

 จาก Osaka ไป Nagoya ใช้เวลาเพียง 55 นาทีเท่านั้น ศูนย์หนึ่งรีบหยิบ Pastel Pudding มากินอย่างมีความสุข ณ ตอนนี้ เรายังคงให้คะแนนเป็นอันดับ 1 สำหรับผู้ที่ชอบเนื้อครีมนุ่มเบา ไม่เน้นเจลาตินเด้งดึ๋ง ขอแนะนำให้ลอง อร่อยมากๆ หายากซะด้วย

 พอมาถึงสถานี Nagoya บอกเลยว่าเป็นสถานีที่ใหญ่และกว้างที่สุด จะหาทางออกแต่ละทางยากเย็น เราต้องออกประตูฝั่ง west จากนั้นก็ถามเจ้าหน้าที่ว่า Tourist Information อยู่ที่ไหน เจ้าหน้าที่ใจดีมาก พาเดินไปจนถึง เรารีบเข้าไปขอแผนที่และถามทางไปโรงแรม Daiiji Fuji

 ออกจากสถานี เดินข้ามถนน ตรงเข้าไปอีกแยก เลี้ยวซ้ายไม่ไกล ก็จะเจอโรงแรม ห้องที่นี่ค่อนข้างกว้าง แต่ไม่มี WiFi สนนราคาคืนละ 10,500 yen ถ้าใครอยากพักใกล้สถานี Nagoya เราแนะนำ Toyoko-Inn ดีกว่า อยู่ใกล้ๆ กัน ราคาใกล้เคียงกัน หรือถูกกว่านิดหน่อย แต่มีทุกอย่างครบครัน

 การมา Nagoya ครั้งนี้ ศูนย์หนึ่งตกลงกันแล้วว่าจะไม่ไปเที่ยวไหนทั้งนั้น เพราะจุดหมายของเราคือการชิมข้าวหน้าปลาไหลและไก่ทอดเลื่องชื่อของเมืองนี้ ที่จริงเลขศูนย์อยากลอง Ichiran Ramen และ Misokatsu ร้าน Yaboten ด้วย แต่เรามีเวลาไม่พอ เพราะพรุ่งนี้ก็จะกลับเมืองไทยแล้ว

 ศูนย์หนึ่งถามไถ่พนักงานโรงแรม เขาบอกว่าร้านปีกไก่ทอดหรือที่เรียกว่า Tebasaki เจ้าดัง มี 2 ร้านที่เป็นคู่แข่งกัน คือ Yamachan กับ Furaibo ทั้ง 2 ร้านมีสาขาอยู่มากมาย และอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมทั้ง 2 ร้าน เราเลยเดินไปร้านใกล้กว่าคือ Furaibo ก่อน ปรากฏว่ายังไม่เปิด เพราะเพิ่ง 4 โมง เลยเดินต่อไปที่ร้าน Yamachan ก็ยังไม่เปิดอีก เลยเดินคอตกไปที่สถานี Nagoya เพื่อไปร้านข้าวหน้าปลาไหลแทน

  ร้านที่เราจะไปชื่อ Horaiken ร้านนี้มีหลายสาขา แต่สาขาที่เราจะไปอยู่ที่ตึก Matsuzakaya South Annex เรานั่งรถไฟใต้ดินสาย Higashiyama ไปที่สถานี Sakae และเปลี่ยนไปสาย Maijo ไปลงที่สถานี Yaba-cho  ออก exit 5 เดินผ่านประตูเข้าไปในห้าง Matsuzakaya จะมีลิฟแก้วอยู่ทางขวา ขึ้นไปที่ชั้น 10 ไปถึงร้าน Horaiken ที่เลื่องชื่อ เห็นแถวยาวน่าจะประมาณ 15-20 คน ศูนย์หนึ่งคอตกแต่ไม่หมดกำลังใจ เดินไปนั่งรอ เห็นคิวขยับเรื่อยๆ เลยใจชื้น รอไม่นานประมาณ 10-15 นาทีก็ได้เข้าไปชิม

 

เมนูเลื่องชื่อของที่นี่คือข้าวหน้าปลาไหลสไตล์ Nagoya ที่เรียกว่า Hitsumabushi ซึ่งจะมีวิธีกินที่แตกต่างจากข้าวหน้าปลาไหลทั่วไป คือมี 4 ขั้นตอน ทั้งกินแบบปกติ แบบผสมเครื่อง และแบบผสมน้ำซุป โดยมีภาษาอังกฤษบอกไว้   ก็ขอบอกว่าอร่อยและแปลกใหม่ ตัวปลาไหลย่างของที่นี่จะไม่หวานมากและแห้งๆ หน่อย แต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่ทำให้เมนูนี้น่าสนใจคือการผสมเครื่องต่างๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ากันได้เป็นอย่างดี สนนราคาชุด 3,100 yen  เหงื่อตก แต่ก็สู้ตาย

พอท้องอิ่มด้วยอาหารอร่อย ศูนย์หนึ่งก็แสนจะชื่นมื่น กลับมาที่สถานี Nagoya เพื่อเดินเล่น อย่างที่บอกว่าเป็นสถานีที่ใหญ่โตมาก มีร้านค้าเรียงรายมากมาย พวกเราเดินไปอีกฝั่งของสถานี เหมือนเป็นอีกโลก มีโรงแรมและห้างหรูมากมาย ต่างจากด้านที่ศูนย์หนึ่งพักที่มีแต่โรงแรมราคาประหยัดและร้านรวงเล็กๆ  - -“

 เราไปเดินเล่นที่ Tokyo Hands สนุกดี เพราะมีสินค้าแปลกๆ สำหรับ living มากมาย เช่น ที่รัดหน้าตามจุด ที่นวดหน้าเรียว เครื่องออกกำลังกายชนิดพกพาหน้าตาแปลกๆ ที่เลขศูนย์ตอนแรกตั้งท่าจะซื้อ แต่เผลอแป๊ปเดียวกลับไปเลือกปิ่นโตเก็บความร้อนอย่างตั้งอกตั้งใจมาก เลขหนึ่งซื้อที่รัดรักษาเส้นเลือดขอด และของใช้จุกจิกอย่างสนุกสนาน   

  

 เผลอแป๊ปเดียวปาเข้าไปดึกโข เลขหนึ่งทั้งเมื่อยทั้งเจ็บขา เพราะไม่ได้ใส่ถุงเท้าเลยโดนรองเท้ากัด  โชคดีที่ประเทศนี้มีผลิตภัณฑ์เพื่อขามากมาย พลาสเตอร์ ถุงเท้า แผ่นกันรองเท้ากัดที่ซื้อมาช่วยได้มาก

 จุดหมายต่อไปของเราคือการไปลองปีกไก่ทอดที่ร้าน Yamachan  ร้านนี้เลื่องชื่อที่ปีกไก่ทอด แต่ก็มีอาหารอื่นๆ ด้วย มีเมนูภาษาอังกฤษ ให้สั่งได้อย่างสะดวก เราสั่งไก่ทั้งแบบ original และ spicy ชิมแล้วแบบ original แล้วคิดถึงไข่ทกกระทาหลุมที่ใส่แม๊กกี้กับพริกไทยเยอะๆ แต่เป็นรสชาติของไก่แทน อร่อยใช้ได้ ส่วนรส spicy จะชุ่มช่ำกว่านิด หวานกว่าหน่อย ก็อร่อยไปอีกแบบ กินกันเพลินๆ ไม่ถึงกับโหยหา

 

เพื่อให้ได้ข้อมูลครบถ้วน เราก็เลยเดินย้อนมากินไก่ร้าน Furaibo คู่แข่งที่อยู่ไม่ไกลจากโรงแรม ร้านนี้ขายแต่ปีกไก่ทอด หน้าร้านดูไม่ commercial เหมือน Yamachan และแพงกว่านิดหน่อย พนักงานพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ  เมนูที่เป็นรูปให้ชี้ก็ไม่มี เลยต้องชี้โต๊ะข้างๆ แทน สั่งเสร็จพนักงานยกออเดิร์ฟมาให้ เป็นสาหร่ายใส่ปูกับน้ำส้มสายชูอร่อยทีเดียว ส่วนไก่ทอดร้านนี้มีงาขาวด้วย รู้สึกว่าหวานกว่า Yamachan นิดหน่อย ถ้าให้ตัดสินก็ตัดสินไม่ได้ว่าอะไรอร่อยกว่า แล้วแต่ชอบ เลขศูนย์ชอบ Yamachan มากกว่านิดนึง เพราะมี 2 รส ส่วนเลขหนึ่งปลื้ม Fouraiyo มากกว่าหน่อยตรงสาหร่าย แต่พอจ่ายเงิน ร้านนี้ดันคิดค่าสาหร่ายด้วย แอบเคืองนิดหน่อย

 

ภารกิจเสร็จสิ้น ศูนย์หนึ่งกลับมาเหนื่อยแฮ๊ก อาบน้ำนอน กะว่าพรุ่งนี้วันกลับจะไม่ทำอะไร รอขึ้นเครื่องตอน 4 โมง 10 นาที เพราะขาต้องพักผ่อนแล้ว

 

Comment

Comment:

Tweet

ข้าวหน้าปลาไหล *O*
เป็นอาหารญี่ปุ่นในฝันที่อยากลองกินมานานมากกก
(จวบจนปัจจุบันแล้วยังไม่ได้กิน ฮ่าๆๆ)
เพิ่งจะเริ่มสังเกตตัวเองได้ว่าเม้นแต่ของกินเกือบทุกเอนทรี่ :P

#1 By winter-moonlight on 2014-10-28 19:31