ตอนที่ 5 วันที่ 4 Shirakawa-go - Kanazawa

วันนี้เลขศูนย์ตื่นตั้งแต่หกโมงเช้า แล้วรีบแจ้นไปอาบน้ำ ส่วนเลขหนึ่งนั้นหลับสบายมาก เพราะสถานที่ที่อบอุ่นสุดแสนจะเกินบรรยาย นอนฟังเสียงน้ำไหลรินในผ้าห่มอุ่นบนฟูตองนุ่มๆ บนผืนเสื่อ tatami  บรรยากาศราวกับอยู่ในสมัยนั้น กว่าจะตื่นก็ 7 โมงครึ่ง ได้เวลาอาหารเช้าพอดี ออกไปล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ เจอทุกผู้คนรอที่ห้องอาหารเรียบร้อย อาหารเช้าจัดเป็นชุดเหมือนเมื่อวาน มีไข่คน กับผักผัดเต้าเจี้ยวบนใบโฮบะที่ตั้งอยู่บนเตาไฟเล็กๆ เป็นอันว่าเหม็นควันติดตัวตั้งแต่เช้า นอกจากนี้ มีผัก ซุป สาหร่าย และข้าวที่อร่อยมากๆ เลขศูนย์ happy กับ traditional food อีกตามเคย ส่วนเลขหนึ่ง enjoy เฉพาะข้าวและสาหร่าย นำไข่คนไปผัดรวมกับเต้าเจี้ยวด้วยก็อร่อยไปอีกแบบ คนส่วนใหญ่ได้เวลากลับ เพราะรถบัสรอบเช้ามีประมาณ 10 โมงครึ่ง แต่เลขศูนย์เลขหนึ่งมีเวลาที่เมืองนี้จนถึงเกือบบ่าย 2 โมง

เลขหนึ่งกลับมาที่ห้อง ตั้งใจจะอาบน้ำ แต่พนักงานเรียวกังเก็บผ้าเช็ดตัวไปแล้ว ไม่สามารถอาบน้ำได้ เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อวานเขาบอกเวลาอาบน้ำรอบเย็นถึง 3 ทุ่ม แต่ไม่ได้บอกรอบเช้า สงสัยให้อาบรอบเดียว เพราะทุกคนต้องเช็คเอาท์ 10 โมง เลขศูนย์โชคดีตื่นมาอาบน้ำแต่เช้า แต่เลขหนึ่งอด ได้แค่ล้างหน้าล้างตา และเปลี่ยนชุด ในที่สุดก็พร้อมออกไปชมเมือง  

Shirakawa-go เป็นเมืองเล็กมากๆๆๆ  ใช้เวลา 2 ชั่วโมงก็จะเดินได้รอบ ตามคำบอกเล่าของ Tourist Information พวกเรารีบเดินข้ามฝากเอากระเป๋ามาเก็บที่ locker บริเวณที่จะต้องขึ้นรถบัสตอนบ่าย ค่าบริการ 600 เยน ใส่กระเป๋าได้ทั้ง 2 ใบ จากนั้นก็เดินตัวปลิวกลับมาที่อีกฝั่ง

เริ่มต้นชมเมืองด้วยการเสาะหา Wada House ที่เป็นบ้านแบบGassho Farmhouse หลังที่โดดเด่นที่สุดที่เปิดให้เข้าชม ค่าเข้าชมคนละ 300 yen พวกเราเข้าไปด้านในชมดูตัวบ้านและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ แต่ขอบอกว่าถ้าได้สัมผัสบรรยากาศในการพักบ้านโบราณขนานแท้ไปแล้ว การมาชมบ้านเหล่านี้กลับไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร เราเลยเดินแบบผ่านๆ

จากนั้น ศูนย์หนึ่งก็มุ่งหน้าไปทางที่จะไปจุดชมวิว พอเดินไปถึงทางขึ้นเลียบภูเขา ซามูไรเลขศูนย์เหลือบไปเห็นป้ายบอกว่าทางชัน ต้องขึ้นบันได ผู้ที่ไม่แข็งแรงควรขึ้นอีกทางหนึ่งที่เป็นทางลาดจะง่ายกว่า ซามูไรเลขศูนย์ที่แท้เป็นซามูไรเบอร์เกอร์หมูสยามขนานแท้หน้าเสีย ขอเดินย้อนกลับไปขึ้นอีกทาง แต่ก่อนออกเดินทางเหลือบไปเห็น café เก๋ไก๋ จึงต้องแวะก่อน

ศูนย์หนึ่งเดินเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านเป็นคุณลุงญี่ปุ่น ในร้านเปิดเพลงคลาสสิค พร้อมมีแก้วกาแฟประดับร้านเป็นร้อย พวกเรายิ้มกริ่มว่ากาแฟร้านนี้ต้องสุดๆ แต่ปรากฏว่าคุณลุงพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เลขศูนย์สั่ง café ole ไม่มีปัญหา แต่เลขหนึ่งเยอะ สั่งกาแฟ blend ของญี่ปุ่น และขอนมเพิ่ม กว่าจะสื่อสารกันรู้เรื่อง ลุงทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อย และเปิดเพลงกระหึ่มขึ้น ไพเราะมาก จิบกาแฟไปสักพัก ก็ถึงเวลาที่จะต้องเดินขึ้นไปจุดชมวิวซะที

พวกเราวนกลับไปแถวๆ Wada House ซึ่งเป็นทางไปทางลาด จากนั้นก็ค่อยๆ เดินขึ้นไปจุดชมวิว ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ไปถึงก็ถ่ายรูปให้เห็นทั่วเมือง อากาศที่นี่ค่อนข้างแปรปรวน ตอนเช้าเหมือนหนาวมาก ระหว่างเดินขึ้นไปเหมือนฝนจะตกเล็กน้อย พอไปขึ้นไปถึง กลายเป็นเกือบร้อน  แต่งตัวไม่ถูกเลยทีเดียว

หลังจากใช้เวลาอยู่บนนั้นสักพัก พวกเราก็ลงมา จุดหมายต่อไปคือวัดและศาลเจ้า วัดและศาลเจ้าที่นี่จะเป็นแนวเรียบง่าย สงบ และกลมกลืนกลับตัวเมือง

จากนั้น พวกเราก็เดินชมเมืองและถ่ายรูปจนเที่ยงกว่า ได้เห็นวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังอยู่อาศัยจริงๆ ส่วนใหญ่จะมีการทำนา นอกจากนี้ ก็ทำอีก 2-3 อย่าง คือ เรียวกัง ขายไอติม ขายของที่ระลึก แต่ทุกคนดูมีฐานะมาก

 ได้เวลาอาหาร เราจึงแวะรับประทานโซบะ แต่หาร้านที่ว่าเลื่องชื่อไม่พบ เลยแวะร้านตรงหัวมุม ศูนย์หนึ่งแอบผิดหวังเพราะไม่อร่อยเท่าที่ควร หรือลิ้นไม่ถึงก็ไม่รู้ เลขศูนย์เลยสั่งไอศกรีมชาเขียวมาแก้กลุ้ม ทำให้อารมณ์ดีขึ้นมาเลย

จากนั้น เราก็เดินข้ามฟากกลับไปที่สถานีรถบัส นำกระเป๋าออกมาเกาะกลุ่มลุงป้าที่รอขึ้นรถ รถมาบ่ายโมง 50 นาที เป๊ะเวอร์  

 

ขึ้นรถมุ่งหน้าไป kanazawa  มาถึง 3 โมงกว่า พอลงจากรถบัสก็เริ่มงง ไม่รู้จะไปทางไหน เลยตัดสินใจเดินเข้าไปในตัวตึกของสถานี Kanazawa เข้าไปก็เจอ Tourist Information อยู่ทางซ้ายมือ อีกด้านเป็นแนวตู้ล๊อกเกอร์มากมาย เรารีบเข้าไปถามเจ้าหน้าที่ เขาน่ารักมาก เราบอกว่ามีเวลา 1 วันไปไหนดี เขาแนะนำให้ขึ้นรถ loop bus วนรอบเมือง จะมี bus stop 17 จุด แต่ละจุดก็จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมือง โดยให้เราซื้อ One day card ในวันพรุ่งนี้ พร้อมทั้งให้แผนที่ภาษาอังกฤษและเอกสารแนะนำแหล่งท่องเที่ยวของเมืองให้ด้วย เราเลยสอบถามถึงวัดนินจาที่เลื่องชื่อ เขาบอกว่ามีเปิดให้เข้าชมเป็นรอบ ทุก 1 ชั่วโมง แต่ต้องจอง เราทำท่าลำบากใจในการสื่อสาร เขาเลยช่วยโทรจองการเข้าชมสำหรับวันพรุ่งนี้รอบ 10 โมงเช้าให้เสร็จสรรพ

จากนั้น เราก็เดินออกมาและเลี้ยวซ้าย เพื่อเดินไปหาโรงแรม เดินมาถึงถนนใหญ่และเลี้ยวขวาก็จะเห็นป้ายโรงแรม Toyoko-Inn Kanazawa-eki Higashiguchi ไม่ไกล ตอนเช็คอิน พนักงานบอกว่ามีข้าวเช้าและ supper ให้ด้วย เราทำท่าหยิ่งเล็กน้อย และรีบขึ้นห้องมาอาบน้ำ โรงแรมในเครือ Toyako นี่ดีจริงๆ ห้องและเตียงเรียกได้ว่าใหญ่เมื่อเทียบกับ Business Hotel ราคาประหยัดทั่วไป เราจองเป็นเตียงคู่ ห้องสะอาดสะอ้าน มีห้องน้ำในตัว มี wifi ในราคาเพียงคืนละ 8,980 yen เท่านั้น

หลังจากเลขหนึ่งอาบน้ำเสร็จ พวกเราก็พร้อมออกเดินทางไปตลาดปลา เพื่อตามล่าหาซูชิที่ว่าเด็ด กลับไปถาม Tourist Information ว่าต้องขึ้นรถบัสสายอะไร และตอนกลับต้องกลับอย่างไร ในที่สุดก็กระโดดขึ้นรถบัส พยายามสื่อสารกับคนขับก็ไม่รู้เรื่อง ในที่สุดเขาก็ส่งภาษามือให้เราไปนั่ง และคอยเงี่ยหูฟังว่าต้องลงตอนไหน ถ้าจำไม่ผิดจะต้องลงป้าย Musashigatsuji ผ่านไป 2 ป้าย เขาก็พยักพเยิดให้เราลง คนขับรถพูดดังมากจนคนทั้งรถรู้ว่าหมูสยามบุกญี่ปุ่น พวกเรารีบจ่ายเงินคนละ 200 yen แล้วกระโดดลงมา พอเข้าไปในตลาดปลา ปรากฏว่าตลาดวาย ร้านรวงปิดหมดแล้ว รวมทั้งร้านซูชิด้วย มีเปิดอยู่ไม่กี่ร้าน เข้าร้านแรกเป็นซูชิหมุน ไม่ปลื้มมาก เลยออกมาหาร้านต่อไป ที่เปิดมีเป็นร้านไฮโซ ไม่มีเมนูภาษาอังกฤษ จะสั่งต้องกดหน้าจอ monitor นึกในใจเอารูปมาให้จิ้มง่ายกว่าอีก กดๆ ไปได้มาจานสองจาน ไม่ปลื้มมาก และแอบแพง เป็นอันว่าหมดเงินไปแยะแล้ว 2 ร้าน เกือบ 5 พันเยน ถอยดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่

 

 

 

วันนี้ซมซานกลับโรงแรมไปเติมกระเพาะอีกหน่อยกับ supper ฟรี เป็นข้าวราดแกงกะหรี่ไม่มีเนื้อหนังมังสา พร้อมซื้อน้ำกับขนมมารองท้อง ทั้งๆ ที่รับซูชิไม่ใช่จะน้อย เป็นอันว่าหมดไปอีกหนึ่งวัน วันนี้คิดว่าเทพเจ้าแห่งการรับประทานไม่เข้าข้าง พรุ่งนี้ต้องลองใหม่ ไปเป็นนินจาตอนเช้า ตอนเที่ยงต้องแว๊ปมาแก้ตัวกับซูชิให้ได้ hi!!! ตั้งภารกิจไว้ฝัน... สู้ตายค่ะ

Comment

Comment: