ตอนที่ 4 วันที่ 3 Takayama-Shirakawa-go

 

 

                วันนี้เลขหนึ่งตื่นมาประมาณเกือบ 8 โมง แต่เลขศูนย์ตื่นมาอาบน้ำแต่งตัวรอท่าก่อนแล้ว เช้านี้ฝนตกฟ้ามืด อากาศก็หนาว กว่าจะพร้อมออกไปเดินเที่ยวก็เกือบ 9 โมง เราจัดการเช็คเอาท์และฝากกระเป๋าให้เรียบร้อยก่อน เพราะโรงแรมที่นี่ส่วนใหญ่ให้เช็คเอาท์ตอน 10 โมง ถ้า late จะมีค่าปรับเป็นรายชั่วโมงกันเลยทีเดียว

                เมือง Takayama นี้เป็นเมืองเล็ก ศูนย์หนึ่งเลยมิได้ใช้บริการ Tourist Information แค่ขอ city map จากโรงแรมก็พร้อมออกเดินชมเมือง ดูจากแผนที่แล้วมีจุดน่าสนใจหลายแห่ง รวมทั้ง Hida Folk Village ที่เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่รวบรวมบ้านแบบโรงนาและกระท่อมชาวไร่มาจัดแสดงไว้ แต่ถ้าจะไปต้องต้องนั่งรถบัสออกนอกเมืองไปประมาณ 10 นาที แต่ศูนย์หนึ่งคิดว่าเราก็จะไป Shirakawa-go อยู่แล้ว วันนี้เลยน่าจะเที่ยวในเขตเมืองเก่าของ Takayama ดีกว่า

 

                อย่างที่บอกว่าเมืองนี้เป็นเมืองเล็ก สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ อยู่ไม่ไกล เดินไปแต่ละที่ไม่น่าจะเกิน 10-15 นาที ไม่นับหลงแบบพวกเรา ดังนั้น ถึงจะมี city loop bus ไปตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็ไม่สะดวกเท่าเดินเอา

                ศูนย์หนึ่งเริ่มเดินไปจุดหมายแรก คือ Takayama Jinya ซึ่งเป็นศาลาว่าการเมืองฮิดะในสมัยเอโดะนั่นเอง ค่าเข้าชมคนละ 420 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มค่าในการมาเยี่ยมชมบรรยากาศของสถานที่ราชการสมัยเก่า เสียดายที่ศาลาว่าการหลังนี้เป็นหลังที่สร้างขึ้นใหม่แทนของเดิมที่ถูกทิ้งร้างไปนาน แต่ก็สร้างจากไม้ทั้งหลัง สวยงาม เพียงแต่เครื่องเรือนที่ตกแต่งด้านในจัดแสดงมีไม่มากนัก ทำให้ไม่ได้เห็นบรรยากาศที่แท้จริง หรือว่าชาวญี่ปุ่นเขาอยู่กันแบบเรียบง่ายแบบนี้ตั้งแต่แรกแล้วก็ไม่รู้

 

 

การเข้าชมด้านในศาลาว่าการต้องถอดรองเท้าเข้าชมอีกตามเคย พื้นไม้กับเสื่อเย็นเฉียบ เลขหนึ่งได้รับบทเรียนจากการชมปราสาทแล้ว ครั้งนี้เลยพกพาถุงเท้าไปด้วย ไม่งั้นเท้าชาแน่ๆ พวกเราค่อยๆ เดินชมห้องหับต่างๆ มีทั้งห้องรับรองแขก ห้องทำงาน ห้องโถงสำหรับว่าราชการ ไปจนถึงห้องครัว ห้องเก็บของต่างๆ

 

 

  

หลังจากเดินชมเก็บเกี่ยวบรรยากาศเก่าๆ จนชื่นใจก็เดินกลับออกมาทางด้านหน้า จะมี Morning Market ที่เรียกว่าตลาดเช้าจินยะมาเอะ ที่ส่วนใหญ่จะขายผักผลไม้และสินค้าพื้นเมืองต่างๆ พอสังเขป เราแอบตื่นตาตื่นใจกับผักผลไม้ขนาดยักษ์ ไม่ว่าจะเป็นฟักทอง หัวหอม ต้นหอม มันใหญ่มากกกกกก แต่ถ่ายรูปออกมาจะดูไม่ออก เพราะมันยักษ์ทุกอย่างจริงๆ

 

จากนั้นเราก็เดินข้ามสะพานมาเรื่อยๆ จนมาถึงบริเวณ San-machi Suji เดินชมบ้านเมืองเก่าที่ผันมาเป็นรานขายของที่ระลึกบ้าง ขายของศิลปะ ไม้แกะสลักบ้าง บ้านเรือนยังคงเอกลักษณ์บ้านไม้โบราณที่สวยงามอย่างอย่างกลมกลืน

 

 

เดินวนไปเวียนมาเริ่มอิ่มกับบรรยากาศบ้านเรือน ก็ถึงคราวกระเพาะต้องเติมเต็มบ้าง ระหว่างทางเลขศูนย์แอบแวะชิมเนื้อฮิดะเสียบไม่ย่างที่เขาว่ากันว่าเด็ดนักหนา ราคาไม้ละ 400 เยน ซึ่งก็อร่อยสมราคา อยากจะชิมอีกหลายๆ ไม้ แต่เลขหนึ่งไม่อนุญาต เลขศูนย์เลยต้องเดินคอตก

 

 

เดินไปอีกซักพักมองเห็นร้าน café ที่ติดป้ายไว้ว่าเป็น Café แบบออแกนิก บรรยากาศเก่าๆเก๋ๆ ตอนแรกงงๆ ว่าเปิดหรือไม่ กำลังชะเง้อชะแง่งอยู่หน้าร้าน ก็มีลุงญี่ปุ่นเดินปาดแซงไปส่องดู พอแน่ใจว่าเปิดก็กวักมือเรียกพวกเรา อย่างตั้งอกตั้งใจ พวกเราเลยต้องตามเข้าไปด้วย บรรยากาศในร้านสงบเรียบง่ายและสวยงาม ยังไม่ทันนั่งเรียบร้อย ก็มีลุงป้าญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่มานั่งเต็มร้าน ศูนย์หนึ่งกลายเป็นสมาชิกลุงป้ามานั่งจิบกาแฟไปซะแล้ว สั่งคาปูชิโน่กับค่าเฟ่โอเล่ พนักงานแนะนำให้ลองพุดดิ้งแบบท้องถิ่นที่เขาว่าเด็ดมากด้วย ศูนย์หนึ่งไม่รอช้ารีบสั่งมาลอง ที่แท้เป็นพุดดิ้งรสถั่ว คำแรกรู้สึกแปลกๆ แต่พอรับประทานแล้วก็อร่อยใช้ได้เลยทีเดียว
 
 

 

 

นั่งเป็นสมาชิกแก๊งลุงป้าญี่ปุ่นอยู่ซักพัก ป้าชาวไทยเห็นว่าไม่ไหวแล้ว เพราะจากการคุยกับเจ้าของร้านพบว่าเราเพิ่งเดินกันได้ด้านเดียวของเมืองเท่านั้น สองป้าเลยต้องรีบแจ้นออกมาเดินต่อ อากาศหนาว แต่แดดแรงมาก ทำให้เดินแบบไม่เหนื่อย แต่คาดว่าฝ้าคงเต็มหน้า

ศูนย์หนึ่งเดินทะลุไปมาจนมาถึง Sakurayama Hachimangu Shrine ศาลเจ้าที่กำลังจัดงานที่เกี่ยวกับเด็กอยู่ พวกเราเลยได้เห็นเด็กๆ น่ารักแต่งตัวแบบ traditional กันอยู่อย่างมีความสุข เราเดินชมไปรอบๆ อย่างแช่มชื่น ดีใจได้มาเยี่ยม      คาราวะสถานที่ศักสิทธิ์ตามเมืองต่างๆ ที่เรามีโอกาสไปเยี่ยมเยือน  อีกทั้งขอพรให้การเดินทางของเราเป็นไปอย่างราบรื่น แช่มชื่น อิ่มอกอิ่มใจและอิ่มท้อง

 

 

 

จากนั้นก็แวะชมหอนิทรรศการเกี้ยวลากทาคายามะ (Takayama Festival Floats Exhibition Hall) ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาเกี้ยวลากที่ไว้ใช้ร่วมขบวนแห่สำหรับเทศกาลของเมืองที่ว่ากันว่าเป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และสวยงาม โดยจะมีการแห่เกี้ยวข้ามสะพาน และเกี้ยวที่ใช้จะอลังการใหญ่โตประดับประดาอย่างสวยงาม ค่าเข้าชมคนละ 820 yen ซึ่งถือว่าแพงทีเดียว เพราะห้องแสดงไม่ใหญ่มาก เลขศูนย์ถึงกับงงว่ามีแค่นี้จริงหรือ แต่ก็ไม่ถึงกับผิดหวังเพราะเกี้ยวที่จัดแสดงก็สวยงามอลังการดี และที่จริงตั๋วเข้าชมนี้สามารถเข้าพิพิธภัณฑ์ได้อีกแห่ง แต่เราเดินเลยมาแล้ว เลยไม่ได้ย้อนกลับไป

 

 

 หลังจากชมเมืองจนคิดว่าพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาตามหาของดีเมือง Takayama คือเนื้อย่างเต้าเจี้ยวบนใบโฮบะที่เลขศูนย์ใฝ่ผันต้องมาชิมให้ได้ ระหว่างเดินเลขศูนย์ก็ได้โอกาสสอยเนื้อฮิดะปิ้งไม้ที่สองที่ยังคงอร่อยแต่เค็มกว่าร้านแรก เดินสำรวจอยู่สักพักก็เข้าไปในร้าน local เล็กๆ ที่มีเมนูภาษาอังกฤษ เลขศูนย์ไม่รอช้ารีบสั่งเมนูที่เฝ้ารอ ส่วนเลขหนึ่งไม่กินเนื้อจึงสั่ง Misokatsu เป็นหมูทอดราดซ๊อสเต้าเจี้ยวของประจำจังหวัดเช่นกัน เลขศูนย์คอนเฟิร์มอีกครั้งว่าเนื้อฮิดะอร่อย ติดตรงอาหารค่อนข้างเค็ม เต้าเจี้ยวก็มีรสเค็มไปหน่อย แต่ถ้าไม่ได้กินละก็ คงนอนไม่หลับไปอีกหลายปี ส่วนของเลขหนึ่งเรียกได้ว่าธรรมดา แต่ก็ทำให้อิ่มกำลังดี

 

 

 
 ออกจากร้านอาหารก็เดินเล่นอีกซักพัก ไปแวะไหว้พระที่วัดโคคุบังจิ ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ประจำเมืองมีอายุนับพันปี ภายในวัดมีต้นแปะก๊วยที่ว่ากันว่ามีอายุพอๆกับวัดคือพันกว่าปีกันเลยทีเดียว เสียดายที่เรามาเร็วไป เลยไม่ได้เห็นใบแปะก๊วยเปลี่ยนสี

 

 

 

เดินไปเดินมาก็เริ่มกระหายน้ำอีกแล้ว เลยต้องแวะ café เพื่อรับของหวานซะหน่อย เจอร้าน If Café ติดหน้าร้านว่าเปิดตั้งแต่ปี 1969 ก็เลยต้องลองชิม ร้านนี้มีบรรยากาศเก๋ไก๋อีกแล้ว ตกแต่งด้วยนาฬิกาโบราณ ศูนย์หนึ่งสั่งชานมและชิฟฟอนวนิลาที่มาพร้อมครีมสด ชานมหอมอร่อย แต่เค้กธรรมดามาก แต่ก็ถือซะว่านั่งพักและกินบรรยากาศ

 

 

หลังจากรับประทานเสร็จสรรพ ก็เดินไปตามแผนที่ที่บอกว่ามีที่แช่เท้า เพราะอยากนั่งแช่น้ำร้อนผ่อนคลายบ้าง แต่พอไปถึงเห็นแต่บ่อเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นบ่อธรรมชาติ และมีคนแช่อยู่มากมาย จึงขอลากลับไปโรงแรมเพื่อเข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย ระหว่างทางเลขศูนย์แวะซื้อใบโฮบะกับเต้าเจี้ยวไปทำเนื้อย่างที่กรุงเทพฯ ด้วย

จากนั้นพวกเราก็เอากระเป๋าแล้วเดินข้ามถนนไปรอขึ้นรถบัสที่จะไป Shirakawa-go ได้เลย เพราะซื้อตั๋วไว้แล้วตั้งแต่เมื่อวาน ระหว่างรอเหลือบไปเห็นว่าฝั่งตรงข้ามมี locker เรียงรายมากมาย สำหรับผู้มาเที่ยว Takayama แบบเช้าไปเย็นกลับก็สามารถเก็บกระเป๋าแล้วไปเที่ยวตัวปลิวได้สบาย

 

ขึ้นรถบัสรอบ 15.50 น. นั่งไปลง Shirakawa-go ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง พอเข้าใกล้ก็ได้บรรยากาศเก่าๆ สวยงาม สมกับเป็นเมืองมรดกโลก สำหรับเลขศูนย์เลขหนึ่ง ความงามแบบธรรมชาติและลมเย็นๆ ให้พอได้หนาว แค่นี้ก็หยุดโลกของศูนย์หนึ่งได้แล้ว

 

 

พอลงรถบัส เราก็เข้าไปขอแผนที่ของเมืองที่ Tourist Information และถามทางไปเรียวกังที่จองไว้ ชื่อ Magoemon เมืองนี้เล็กยิ่งกว่า Takayama แต่วันนี้ยังไม่มีเวลาเดินเที่ยว ตอนที่ติดต่อเขาบอกให้มาถึงก่อน 5 โมง เพื่อ confirm อาหารค่ำ เรามาถึงเกือบ 5 โมงพอดี ก็รีบเข้าไปเช็คอิน ที่พักของเราเป็นบ้านเก่าแบบโรงนา หลังคาสามเหลี่ยมหรือที่เรียกว่ากัสโซ่ (Gassho) ที่เจ้าของบ้านเปิดทำเป็นที่พัก

 

 

เมื่อเข้าไปมีเคาเตอร์ติดต่อ และมีประตูที่เปิดไปจะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ด้านหลังห้องโถงถูกกั้นซอยเป็นห้องๆ ให้แขกมาพัก ถ้าดูไม่ผิดน่าจะมีประมาณ 6 ห้อง สำหรับห้องอาบน้ำเป็นห้องน้ำรวมที่มีอ่างน้ำร้อนให้แช่ แต่เป็นแบบ private คือใช้ที่ละครอบครัวหรือที่ละคนก็ว่ากันไปมีประตูล๊อก บริเวณห้องน้ำแยกเป็น 2 ส่วน คือส่วนเปลี่ยนเสื้อผ้าและส่วนที่เป็นห้องอาบน้ำที่มีฝักบัว 2 จุด และอ่างน้ำ 1 อ่าง อาบพร้อมกันได้ 2-3 คน  สำหรับห้องสุขาจะแยกหญิงชายอย่างละ 3 ห้อง กำหนดเวลาอาบน้ำได้ไม่เกิน 3 ทุ่มครึ่ง ตอนเรามาถึงก็มีคนทยอยอาบน้ำอยู่แล้ว จึงตัดสินใจนั่งพักอยู่ในห้องรอทานอาหารเย็นก่อน

ในห้องพักเป็นห้องโล่งๆ มีโต๊ะเตี้ย 1 ตัว กระติกน้ำร้อน ชุดน้ำชาและขนม 2 ชุด ฮีทเตอร์ และมีชุดยูกาตะให้เปลี่ยน

อาหารเย็นเริ่มตอน  6 โมงเป๊ง จะมีพนักงานหรือก็คือลูกเจ้าของบ้านนั่นเองมาเรียกให้ไปนั่งล้อมวงกันที่ห้องโถง อาหารจะจัดเป็นชุดๆ ตั้งตรงหน้าแต่ละคน นับดูแล้วน่าจะมีแขกประมาณ 15 คน ศูนย์หนึ่งตื่นตาตื่นใจกับสำหรับอาหารแบบ tradition เมนูจะประกอบด้วยวัตถุดิบท้องถิ่น มีเครื่องเคียงสารพัด มะเขือยาว เห็นหูหนูผัด ผักอีก 2-3 ชนิด มีทั้งจานร้อนและจานเย็นสลับกัน และมีชุดเนื้อสัตว์และผักย่างกับเต้าเจี้ยวบนใบ (อะไรสักอย่างแต่ไม่ใช่ใบโฮบะ) พอแขกมากันครบพนักงานก็จุดเตาสำหรับย่าง และมีข้าวมีเป็นหม้อตามมาด้วย ไฮไลท์คือปลาเสียบไม้ย่าง ปลาสดมากๆ ติดตรงที่เค็มเกินไปหน่อย แค่นี้ก็น่าจะอิ่มแล้ว แต่ที่แปลกคือพนักงานยังทยอยเสริฟเต้าหู้ราดเต้าเจี้ยวย่าง ต่อด้วยซุปสุดอร่อย และยังมี tempura ผักมาอีก จนงงว่าโอ๊ยอิ่มมาก เหตุใดจึงยังไม่หมดซะที ในที่สุดก็ตบท้ายด้วยผลไม้ มีแอปเปิ้ลกับส้ม อิ่มจนจุก อร่อยแบบได้บรรยากาศท้องถิ่น แต่ยังไม่ฟินเพราะเนื้อสัตว์น้อยไปหน่อย

 

 

 
 
หลังจากอิ่มแล้ว คนอื่นๆ ยังนั่งคุยนั่งดื่มกันอยู่ ศูนย์หนึ่งจึงฉวยโอกาสกลับมาหอบเสื้อผ้าผลัดกันไปอาบน้ำ กลับมาถึงห้อง พนักงานเอาที่นอนมาปูให้เรียบร้อย สบายและอุ่นสุดๆ อากาศเย็นสบาย ถึงจะมีฮีทเตอร์ในห้อง แต่คิดว่าจะลองไม่เปิดดู จบวันแบบสบายๆ พรุ่งนี้ค่อยไปชมมรดกโลกให้เต็มตา
 
 

Comment

Comment:

Tweet

cool

#4 By sthepakul on 2016-04-25 04:08

น่าไปมากเลยครับ

#3 By OXYGEN2 on 2015-11-08 14:21

ทาคายาม่านี่เป็นเมืองที่ชอบมาก ไปแล้วก็ยังอยากไปอีก
เนื้อ ฮิดะ อร่อย Hot!

#2 By fafner on 2014-02-27 18:56