คนไทยควรทำอะไรให้พ่อหลวง

posted on 24 Oct 2016 20:48 by zero-one directory Diary, Idea

 

 

มีเพื่อนๆ แม้แต่อาจารย์ชาวต่างชาติเป็นห่วงประเทศไทย เนื่องจากเค้าติดตามข่าวประเทศไทยมานานจนรู้ว่า ความขัดแย้งหลายๆครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยจากความเห็นต่างและความเหลื่อมล้ำทางสังคมมักยุติได้ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคนไทยที่แม้แต่มีหลายอย่างเห็นไม่ตรงกัน ก็มีผู้ยึดเหนี่ยวจิตใจในทุกครั้งคือความจงรักภักดีต่อพ่อหลวง 

 

ซึ่งแม้ ณ ตอนนี้ เชื่อว่าความเป็นหนึ่งเดียวก็ยังคงมีอยู่ เพราะในจิตใจของคนไทย ความรัก ภักดี ก็ยังไม่เสื่อมคลายไปไหน ธ ยังคงสถิตย์ในใจคนไทยแทบทั้งประเทศ 

 

ผู้นำหลายๆประเทศ ชื่นชมความเป็น ผู้นำของท่าน ซึ่งหลายๆคนสงสัยว่าทำไมคนไทยถึงได้มีความรักต่อพระมหากษัตริย์มากขนาดนี้ หลายคนตั้งข้อสงสัยนึกไปถึงสมมุติเทพที่คิดว่าคนไทยได้บูชาเป็นข้ารองบาทของพระราชาโดยเงื่อนไขว่าท่านสิบศานติวงศ์ ซึ่งสำหรับบริบทของคนไทยแล้ว การที่คนไทยยกย่องท่านมาจาก การที่ท่านได้พิสูจน์ว่า ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ พร้อมทั้งเข้าถึงประชากรไทยมากกว่าผู้ใดในประเทศนี้แม้แต่ผู้นำทางการเมืองทุกยุคสมัยด้วยพระองค์เองจริงๆ สำหรับคนไทยที่เติบโตในยุคที่ในหลวงได้ทรงงานตามพื้นที่ต่างๆ ย่อมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าท่านถือเป็นอัจฉริยะบุคคลที่ปรีชาสามารถทั้งทางด้าน วิศวะ ศิลปะ กีฬา การจัดการ รวมถึงการเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ 

 

ซึ่งเหล่านั้นเป็นการทำให้คนทุกคนตระหนักว่า คนไทยรักในหลวง เพราะพระองค์เอง มิใช่ว่ารักเพราะท่านเป็นกษัตริย์ มิใช่เพราะท่านถูกตั้งเป็นสมมุติเทพ ไม่ใช่เพียงแต่คนไทยหากเป็นคนที่ติดตามข่าวสารก็น่าจะทราบว่าท่านเป็นราชวงศ์ที่ทรงงานหนักที่สุด ดังนั้นไม่แปลกที่คนไทยยังคงเศร้าหมองจากการที่ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัย แต่อย่างไรก็ตาม คนไทยเองก็คงไม่ยอมให้การจากไปของท่านทำให้เราอ่อนแอลง แต่เป็นการตอกย้ำว่าลูกของท่านต้องเข้มแข็งมากกว่าเดิม เพื่อสืบสานปณิธานในการสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้น

 

เพราะความรักที่มีต่อ พ่อหลวง จะทำให้เรามุ่งมั่นสร้างความดี

 

 

Happiness is really a place
 
 
 
และแล้ว เราก็เดินทางมาถึงวัน ไฮไลท์ของทริปภูฎานที่ใครมาภูฎานยังไม่ได้ไปทักซัง คงต้องกลับมาอีกรอบเติมความฟิน และทดสอบพละกำลัง พร้อมพิสูจน์ศรัทธา
 


 
อาหารเช้าที่ Haven เป็นอะไรที่สุดยอด มีข้าว หมูผัดพริก สถานีไข่ ก๋วยเตี๋ยว อาหารเช้าแบบอเมริกันครบครันพร้อมสำหรับคนที่ต้องเดินทางไกลมากๆ
 
วันนั้นพอดีมีหลายคณะคนไทยที่ไปอยู่ พี่ๆที่เจอกันคอตกมากเพราะเมื่อวานฝนตก เลยไม่ได้ขึ้นทักซังตามที่หวัง แว่วๆว่าพี่เค้าจะมาซ่อมอีกที ซ่อมแต่ละทีก็ราคาหนักเหมือนกัน
 
วันนี้ท้องฟ้าเปิด ถือเป็นโชคดีของพวกเรา แต่ไกด์แอบกระซิบว่าต่อให้ฝนตก ก็จะพาเราขึ้นไปให้ได้ แบบว่าไม่ถามความพร้อมของเราเลย เพราะไกด์ไม่กลัวแต่เราก็แอบหวั่นๆเหมือนกัน เราเช็คการแต่งกายว่าทุกคนต้องปิดมิดชิด เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาตอนเข้าวัด พกพามาม่าไปคนละกล่องเพื่อเป็นอาหารกลางวัน เพราะบนจุดพักไม่มีเนื้อสัตว์ให้รับประทาน รวมทั้งกระป๋องออกซิเจนคนละกระป๋องเพื่อความปลอดภัยกรณีหายใจไม่ออก
 
 
ไปถึงตีนเขาไกด์ก็ไปติดต่อกับคนเลี้ยงม้าที่เราได้จับจองล่วงหน้ามาแล้ว ตกคนละพันนูค่าม้าและคนจูง การนั่งม้าจะพาเราไปส่งได้ประมาณ หนึ่งในสี่ของเส้นทาง แต่ทางเป็นทางขึ้นเขาจะช่วยเบาแรงไปได้มาก แต่ก็ต้องรับความเสี่ยงกรณีม้าเข่าอ่อนเอาเอง เพราะคนจูงม้าของเขาจำนวนน้อยกว่าม้า และม้าต้องขึ้นเส้นขอบๆทางเพื่อไม่ให้ต้องแบกรับภาระหนักเกินไป ในขณะที่เรานั่งลุ้นไปกับม้าก็เห็นคนมากมายค่อยๆเดินขึ้นเขาด้วยใบหน้าอันเด็ดเดี่ยว การเดินวันนี้จะต้องเดินขึ้นเขาหนึ่งลูก เดินลงมาตรงทางเชื่อมเขา และเดินขึ้นบันได้อีกเส้นทางเพื่อไปสู่ตัววัด จากนั้นใช้เส้นทางเดิมเดินกลับ
 
เราตัดสินใจถูกมากที่ใช้ม้า เพราะดูจากวี่แววแล้วที่ในคณะมีคนแพ้อากาศสูงซึ่งถ้าต้องออกแรงเยอะอีกจะทำให้ยิ่งหายใจลำบาก หลังจากที่สุดทางม้า เราก็ได้เวลาไปด้วยลำแข้ง งานนี้การเตรียมรองเท้าหนาสำหรับขึ้นเขาเพื่อไม่ให้ลื่นและเป็นรองเท้ากีฬาที่สมบุกสมบันจะเป็นประโยชน์มาก เพราะทางชันจริงๆ อาจทำให้ห้อเลือดได้ถ้าไม่เตรียมรองเท้าให้พร้อม ยิ่งไม่ต้องนับว่าถ้าลื่นก็จะอันตราย
 
 
 
 
 
พอเราลงม้า ไกด์ก็ขอให้เราจ้ำไปที่วัดให้ได้ก่อนเที่ยงเพราะวัดจะปิดพัก ตอนบ่าย เราถูกสั่งห้ามถ่ายรูปเด็ดขาดเพราะให้มองเส้นทางและทำเวลา คณะเร